ความตื่นตัวของคนไทยทางการเมืองวันนี้ ทำให้เราต้องวิเคราะห์ปัญหาของ ความเสื่อมถอย ของบ้านเมืองในทุกๆ ด้าน
เพื่อการร่วมกันถกแถลง “พิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศไทย” อย่างเป็นรูปธรรม
ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และธรรมาภิบาลภาครัฐ ตามหัวข้อที่นำเสนอในหนังสือ “จับชีพจรประเทศไทย” (A Nation in Decline?) โดยสถาบันอนาคตไทยศึกษา และสำนักข่าวไทยพับลิก้าที่เพิ่งตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้
มิติด้านเศรษฐกิจและการเมือง ได้กล่าวถึงไปในคอลัมน์นี้เมื่อวันก่อน
มิติด้านสังคม คือ การศึกษา สาธารณสุข วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประเด็นที่คนไทยรับรู้มายาวนาน แต่ยังมองไม่เห็นพรรคการเมืองหรือนักการเมืองและระบบราชการที่จะแก้ไขอย่างเป็นเรื่องเป็นราวได้
เป็นที่รู้กันว่าประเทศไทยขาดแคลนนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์และแรงงานทักษะ แต่เด็กไทยส่วนใหญ่ไม่เลือกเรียนสายวิทยาศาสตร์และสายอาชีวะ เพราะไม่เห็นความก้าวหน้าในสายอาชีพของตนเอง
นักการเมืองไทยยังมองไม่เห็นความสำคัญของการศึกษา และคนมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีศึกษาฯ เปลี่ยนเป็นว่าเล่น
งบวิจัยและพัฒนาของไทยมีสัดส่วนน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างน่าเป็นห่วง
มิติด้านธรรมาภิบาลภาครัฐ คือ ปัญหาใหญ่เพราะพัวพันโดยตรงกับเรื่องคอร์รัปชัน เสถียรภาพการเมืองและการทำงานของภาครัฐ ที่เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวของคนไทยอย่างกว้างขวางอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้
บทวิเคราะห์นำในหนังสือเล่มนี้ ตอกย้ำว่า คอร์รัปชันเป็นปัญหาที่ยังถ่วงความเจริญให้ประเทศเสื่อมถอยได้อย่างรุนแรงและรวดเร็ว สาเหตุก็เพราะการกำกับดูแลที่ดี (governance) ของภาครัฐและภาคเอกชนสวนทางกัน ส่งผลให้ภาพรวมในเรื่องธรรมาภิบาลไม่อาจจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้
เสถียรภาพทางการเมือง ไม่ได้หมายถึง การที่ผู้มีอำนาจอยู่ยั้งยืนยง แต่ปัญหาอยู่ที่พรรคการเมืองเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีบ่อยครั้ง ขาดการประสานงานที่ดีระหว่างกระทรวง แต่งตั้งผู้บริหารกระทรวงด้วยการอิงเงื่อนไขทางการเมือง และแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำอย่างไม่เป็นธรรมและไม่สุจริตโปร่งใส
ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นอุทาหรณ์ที่เตือนสติว่า เมื่อขาดความร่วมใจในการทำงานอย่างบูรณาการแล้ว ปัญหาก็จะยิ่งยืดเยื้อ รุนแรง ยากต่อการแก้ไข ท้ายที่สุดก็กระทบต่อประเทศในภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การทำงานของข้าราชการยังเป็นปัญหาใหญ่ เพราะเชื่องช้าและขาดประสิทธิภาพ จึงเสนอให้รัฐบาลลดบทบาทและขนาดของภาครัฐ ให้ปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำ บุคลากรภาครัฐ กฎระเบียบของทางราชการ ธรรมาภิบาลและการทุจริตคอร์รัปชัน
ทั้งหมดนี้ แม้ว่าจะไม่มีอะไรใหม่ และเป็นเรื่องที่คนไทยได้รับรู้มาตลอด แต่เมื่อคนไทยส่วนใหญ่เคยหวังพึ่งระดับนำทางการเมืองว่า จะเป็นแกนสำคัญในการแก้ปัญหาหลักๆ ของบ้านเมืองมาตลอด ภาคประชาชนจึงขาดการรวมตัวและสร้างความแข็งแกร่งให้กับตนเอง
จนเมื่อการเมืองกลายเป็น “ธุรกิจ” ของคนมีเงินและอำนาจ และ “เจ้าของพรรคการเมือง” สามารถ “กวาดต้อน” ผู้คนด้วยเงินและตำแหน่ง โดยที่ปัญหาเรื้อรังทั้งหลายก็เสื่อมทรามลงอย่างรุนแรง จึงเกิดความตื่นตัวกันอย่างกว้างขวาง อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
มารู้อีกทีก็เกือบจะสายเกินไปเสียแล้ว
แต่สำหรับการกู้ชาติบ้านเมือง ย่อมไม่มีคำว่า “สายเกินแก้”
หนังสือเล่มนี้ ออกมาในจังหวะที่ตอกย้ำความสำคัญของการระดมความคิดของผู้คนในสังคมทุกหมู่เหล่า เพื่อการลงมือร่วมกันสร้างชาติสร้างสังคมใหม่ เพราะเราไม่อาจจะตั้งความหวังกับพรรคการเมืองระดับชาติ ไม่ว่าที่เป็นรัฐบาลอยู่ หรือที่เป็นฝ่ายค้านขณะนี้ได้
ประโยคหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ ที่สรุปปัญหาได้เด่นชัด คือ คำให้สัมภาษณ์ของศาสตราจารย์ สุชาดา กีระนันทน์ นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ว่า
“...ตอนนี้เวลาที่เราจับชีพจรสังคมดู จะรู้ได้เลยว่าทั้งระบบการศึกษาและสังคมไทยป่วยจริงๆ เราป่วยเป็นโรควัตถุนิยม โรคประชานิยม โรคแก่งแย่งชิงดี โรคแยกคนดีและคนเก่งออกจากกัน...”
ใช่...การปฏิรูปสังคมไทย จะต้องเริ่มด้วยการให้คนดีกับคนเก่งรวมพลังกันอย่างแท้จริง เพื่อสู้กับคนเก่งในการทำเรื่องชั่วร้ายให้กับบ้านเมืองให้จงได้









