วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กระบวนทัศน์ความ(ไม่)รุนแรงทางการเมือง : ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำ...

ท่ามกลางความเคลื่อนไหวทางการเมืองของมวลชนต่างขั้ว เชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น คือ ความรุนแรงทางการเมือง

ที่นำไปสู่การสูญเสียชีวิต บาดเจ็บ หรือสูญหายของประชาชน หากพลิกหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยจะพบว่า การเปลี่ยนแปลงหลายครั้งเต็มไปด้วยบาดแผลแห่งประวัติศาสตร์ ที่แลกมาด้วยบาดแผลของประชาชน หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 และเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ยิ่งทำให้ภาพความรุนแรงทางการเมืองไทย ปรากฏชัด ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งกลายเป็นผู้ลี้ภัยในต่างประเทศหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ได้เผยแพร่บทความความรุนแรงและรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 โดยเสนอข้อเท็จจริง แสดงทัศนะ และวิเคราะห์ความรุนแรงของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ไว้ 54 ข้อ ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ซึ่งเป็นบทความแรกๆ ที่เขียนวิเคราะห์เกี่ยวกับความรุนแรงทางการเมืองไทยของเหตุการณ์ 6 ตุลา

เมื่อสืบค้นคำว่า รุนแรง ในบริบทสังคมไทยก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา พบว่าในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493 ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2503 ไม่ปรากฏคำว่า รุนแรง หรือความรุนแรง แต่ในเบื้องต้นพบคำว่า รุนแรง ในพจนานุกรมซึ่งจัดทำโดยเอกชน ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4 มีมานิต มานิตเจริญ เป็นผู้รวบรวม จัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2514 คำว่า รุนแรง อยู่ในหมวดคำว่า รุน เป็นคำ วิเศษณ์ มีความหมายว่า แข็งกล้า เช่น หัวคิดรุนแรง หนักหน่วง เช่น โจมตีอย่างรุนแรง เผ็ดร้อน เช่น ถ้อยคำรุนแรง ร้ายกาจ เช่น อย่าทำรุนแรง ดังนี้ การไม่พบความหมายของคำว่า รุนแรง ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตราชยสถาน ก่อนทศวรรษ 2510 นั้น สามารถตั้งข้อสังเกตต่อการมองความรุนแรงของสังคมไทยได้หรือไม่

หากการปรากฏชัดของภาพความรุนแรงทางหลังเหตุการณ์ล้อมฆ่านักศึกษาและประชาชนเมื่อเช้าวันพุธที่ 6 ตุลาคม 2519 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้สังคมและปัญญาชนไทยตระหนักว่าความรุนแรงไม่ใช่เรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน และเกิดการตื่นตัวทางด้านสิทธิมนุษยชน และสันติศึกษา เช่น ก่อตั้งโครงการเผยแพร่สันติวิธีขึ้น ที่มีแกนหลัก คือ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และ ส.ศิวรักษ์ เพื่อจัดพิมพ์หนังสือและเผยแพร่เอกสารเกี่ยวกับความรุนแรงทางการเมืองและสันติศึกษา

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2524 ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ศึกษาด้านความรุนแรงและสันติวิธีจากมหาวิทยาลัยฮาวาย และสนใจเป็นพิเศษในวิชาทางเลือกทางการเมืองที่ไร้ความรุนแรง (Nonviolent Political Alternatives) เมื่อกลับมาเมืองไทย เขาจึงต่อยอดความคิดโดยเปิดสอนวิชาความไม่รุนแรงขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเขียนบทความอิสรภาพกับพาราไดม์แห่งความรุนแรง ลงในรัฐศาสตร์สาร ปีที่ 7 ฉบับที่ 3 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม พ.ศ. 2524 ในประเด็นความรุนแรง ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง และความขัดแย้ง โดยเสนอแนวคิดและทฤษฎีของความรุนแรงและสันติวิถีเป็นบทความแรกๆ ของสังคมไทย พร้อมกับนิยามความหมาย และวิเคราะห์ โดยเชื่อมโยงผ่านแนวคิดของนักวิชาการต่างประเทศ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมวิทยา และปรัชญา

ชัยวัฒน์ ได้เสนอความหมายทางการเมืองของ Leo Strauss แนวคิดความรุนแรงทางการเมืองของ Hannah Arendt แนวคิดความขัดแย้งและความรุนแรงของ Maurice Duverger และ Joan Valerie Bondurant แนวคิดปฏิบัติการไร้ความรุนแรงของ Gene Sharp แนวคิดความรุนแรงเชิงโครงสร้างของ Johan Galtung และแนวคิดพาราไดม์ของ Thomas kuhn ที่นำมาวิเคราะห์เรื่องความรุนแรงและยุติความรุนแรง โดยเฉพาะทางการเมือง แนวคิดพาราไดม์ของ Kuhn ไม่ใช่เป็นเพียงทฤษฎีหรือข้อเสนอสมมติฐานที่สัมพันธ์กันทางตรรกะวิทยาแต่ในยุคหลัง หากพาราไดม์ถูกนำมาใช้ในความหมายของโลกทัศน์ทางสังคมหรือวัฒนธรรม

บทความนี้ ของชัยวัฒน์ ได้ยกตัวอย่างของการศึกษาความรุนแรงทางการเมืองของมวลชนที่มีวิธีการศึกษาโดยกำหนดตัวแปรหลายตัวไว้ใช้ในการเลือกข้อมูลของตน ตัวแปรแรกสุด คือ พฤติกรรมที่จะนำมาศึกษานั้นจะต้องมีลักษณะต่อต้านระบบ (anti-system) คือ จะต้องเป็นปฏิปักษ์กับอำนาจทางการเมืองที่ดำรงอยู่ ในแง่นี้ ชัยวัฒน์ ได้ยกตัวอย่างจากคำอธิบายของ Douglas Hibbs นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์-รัฐศาสตร์ ไว้ว่า การขว้างปาสิ่งของระหว่างการเดินขบวนคัดค้าน รัฐบาลจะถือว่าเป็นความรุนแรง แต่ถ้าขว้างปาสิ่งของระหว่างเดินขบวนสนับสนุนรัฐบาลก็ไม่นับเป็นความรุนแรง และอธิบายความรุนแรงทางกับตรงกับอุดมการณ์รองรับไว้ 4 ประเภท

ผู้เขียนขอกล่าวถึงประเภทที่ 1 การใช้ความรุนแรงเพื่อพิทักษ์รักษาระเบียบทางสังคมชนิดหนึ่งที่ผู้ใช้เห็นว่าเป็นสิ่งที่ชอบธรรมอยู่แล้ว หรือเพื่อทำลายล้างระเบียบทางสังคมชนิดที่เขาเห็นว่าไม่ชอบธรรม กล่าวคือ ผู้คนมากหลายเห็นว่ารัฐนั้นมีความชอบธรรมที่จะใช้กำลังทหารของตนในการเข่นฆ่า ทำร้ายฝ่ายอื่นๆ ที่มาใช้ความรุนแรงในการเพียรพยายามเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของรัฐ ในขณะที่ฝ่ายปฏิวัติที่มุ่งจะเปลี่ยนแปลงระเบียบทางสังคมก็มองว่าโครงสร้างของรัฐที่เป็นอยู่ในขณะนั้นเป็นสิ่งที่ปราศจากความชอบธรรม และกดขี่เอาเปรียบผู้อื่น นี่เป็นวิธีการอธิบายการใช้ความรุนแรงชนิดที่มีการจัดตั้งเพื่อเป้าหมายทางสังคมการเมือง สอดรับกับบริบทความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งข้อควรพิจารณาสำคัญในการยุติความรุนแรงและความขัดแย้ง คือ การเปลี่ยนแปลงภายใต้กระบวนทัศน์ที่ไม่ยอมรับความรุนแรง

แม้ความขัดแย้งจะเป็นพลวัตที่ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวและหลายครั้งทำให้เกิดความรุนแรงทางประวัติศาสตร์ แต่ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์ความรุนแรงในเชิงมานุษยาวิทยาจะพบว่าความรุนแรงอยู่ในวัฒนธรรมยิ่งกว่าธรรมชาติของมนุษย์ เช่นนี้ จะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมทางการเมืองในเงื้อมมือมนุษย์ในโลกสมัยใหม่จึงมุ่งไปสู่กระบวนทัศน์แห่งความไม่รุนแรงเป็นสำคัญ

จากบริบทของความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่หลายฝ่ายกำลังช่วงชิงพื้นที่ทางการเมืองกันอยู่ในขณะนี้ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการทบทวนกระบวนทัศน์ความไม่รุนแรง และเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์กันอย่างจริงจัง คำถามนี้ ผู้เขียนเห็นว่าวัฏจักรทางการเมืองที่สังคมไทยเผชิญหน้าอยู่อาจเป็นดังเช่น ข้อ 54 ในบทความฯ ของป๋วย อึ๊งภากรณ์ เมื่อ 37 ปี ก่อน ที่กล่าวไว้ว่า

“…54. ผู้เขียนรู้สึกว่าเท่าที่เขียนมานั้น ค่อนข้างจะเป็นเรื่องเศร้าน่าสลด อนาคตมืดมน ใครเห็นแสงสว่างบ้างในอนาคต โปรดบอก...”