หลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยคดีแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556
โดยสรุปคือ กระบวนการในการตรารัฐธรรมนูญเพื่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก็มีผู้แสดงความเห็นทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยจะมีทั้งบุคคลในคณะรัฐบาล ประธานสภาทั้งสองสภา สมาชิกรัฐสภาฝ่ายรัฐบาล นักวิชาการฝ่ายรัฐบาล ประเด็นหลักๆ คืออ้างว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับคดีนี้ไว้พิจารณา ไม่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของรัฐสภา โดยเสียงข้างมาก ศาลรัฐธรรมนูญก้าวล่วงอำนาจของรัฐสภา เป็นต้น
มีความเห็นของอาจารย์สอนกฎหมายชาวต่างประเทศท่านหนึ่ง ที่คนไทยที่รักความถูกต้อง ความเป็นธรรมควรรับทราบ คือ ความเห็นของนาย Stephen B Young อดีตคณบดีและศาสตราจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย Hamline และเป็นผู้ช่วยคณบดี คณะนิติศาสตร์ แห่ง Harvard ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ฉบับวันที่ 25 พฤศจิกายน 2556 จึงขออนุญาตนำมาสรุปถ่ายทอดไว้ ณ ที่นี้ คือ
เป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนคนไทยควรรับทราบว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้ สอดคล้องอย่างเต็มเปี่ยมกับระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกาที่ดำรงมาแล้ว 224 ปี ข้อเขียนของนาย Alexander Hamilton เอกสารหมายเลข 78 ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ The Federalist Papers ใน ค.ศ.1787 ได้เขียนถึงบทบาทของศาล ในการเผชิญกับกฎหมายที่อยุติธรรม มีความลำเอียง ที่ตราออกมาโดยฝ่ายนิติบัญญัติ นาย Alexander Hamilton เขียนเตือนว่าความอยุติธรรมจะทำลายรากฐานของความเชื่อถือของมหาชน และจะเป็นบ่อเกิดแห่งความยุ่งยากและความเจ็บปวด ข้อเขียนของนาย Alexander Hamilton ตรงกับวิกฤติของการเมืองไทยที่คนไทยต้องเผชิญอยู่ในปัจจุบัน
ข้อเขียนหมายเลข 71 ที่เขียนโดยนาย Alexander Hamilton เช่นเดียวกัน คาดการณ์ว่าฝ่ายนิติบัญญัติจะล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เขาเขียนว่า ตัวแทนของประชาชนในสภาบางครั้ง ก็หลงตน จินตนาการว่า พวกเขาทั้งหลายคือตัวประชาชนเป็นประชาชนเสียเอง ทำตัวเป็นผู้ทรยศ ออกอาการขาดความอดทน ทำลายความน่าเชื่อถือ ต่อการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านเสียงข้างน้อย และการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายตุลาการ
ข้อเขียนของนาย Alexander Hamilton ดังกล่าวก็คือสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังอยู่ในเมืองไทยในปัจจุบัน ที่มีการ อ้างว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจก้าวล่วงไปถึงอำนาจของรัฐสภาที่ลงมติด้วยเสียงข้างมาก ภายใต้ระบบรัฐสภาของประเทศไทย ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารหลอมรวมกันเป็นสาขาส่วนหนึ่งของรัฐบาล ซึ่งเป็นการลดทอนหลักการของการแบ่งแยกอำนาจ และขจัดการถ่วงดุลระหว่างอำนาจอธิปไตยทั้งสามซึ่งคุ้มครองประชาชนจากความอยุติธรรมที่อาจเกิดขึ้นจากกลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ในกรณีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นปัญหาที่รัฐสภามีมติเห็นชอบแล้วและศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นไปโดยไม่ชอบนั้น แสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า การดำเนินการของรัฐสภาในความเป็นจริงก็คือการดำเนินการของฝ่ายบริหารนั้นเอง เพราะฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้เสนอและผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเป็นเพียงผู้ให้ความยินยอมต่อการตัดสินใจของฝ่ายบริหารเท่านั้น
ในสหรัฐอเมริกาศาลมีอำนาจที่ยืนยาวมาในการที่จะวินิจฉัยหักล้างการใช้อำนาจทางบริหารของประธานาธิบดี ในคดี Watergate ที่มีผลให้ประธานาธิบดี Richard Nixon ต้องลาออกจากตำแหน่ง ศาลเคยวินิจฉัยว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจที่จะให้ถอนพยานหลักฐานจากศาลที่จะใช้พิจารณาคดีที่ประธานาธิบดีถูกกล่าวหา
แม้ฝ่ายทนายความของประธานาธิบดีจะโต้แย้งว่า ศาลไม่มีอำนาจก้าวล่วงไปถึงอำนาจของฝ่ายบริหาร แต่ศาลสูงโต้ว่า เฉพาะศาลเท่านั้นเป็นผู้ใช้อำนาจตุลาการ ฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถก้าวล่วงเข้ามาใช้อำนาจตุลาการและบอกศาลว่าจะต้องคิดและทำอย่างไร ศาลเป็นผู้มีอำนาจตีความรัฐธรรมนูญในประการที่แตกต่างจากความเชื่อของฝ่ายบริหารได้
นาย Stephen B Young ผู้เขียนบทความนี้ยังได้ยกตัวอย่างคดีทำนองเดียวกันนี้ที่น่ารู้น่าศึกษาอีกหลายคดี และได้สรุปตอนท้ายของบทความว่าหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญในสหรัฐอเมริกา (ศาลสูงสุดสหพันธ์) และศาลรัฐธรรมนูญในประเทศไทย คือการยืนกั้นกลางระหว่างประชาชน และรัฐบาลที่เห็นแก่ตัวที่ใช้อำนาจโดยมิชอบ
บทสรุป ความเห็นต่างๆ ของผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว เป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้โดยสุจริต แต่ละท่านก็คิดว่าความเห็นของตนถูกต้อง ซึ่งอาจจะผิดหรืออาจจะถูกก็ได้ และก็ไม่มีอะไรเป็นเครื่องรับรองได้ว่าความเห็นของท่านใดเป็นความเห็นที่ถูกต้อง และก็ไม่สามารถบังคับให้ผู้อื่นต้องเชื่อหรือปฏิบัติตามได้ แต่การพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นศาลตามรัฐธรรมนูญไม่ใช่องค์กรอิสระตามที่มีผู้เข้าใจผิด กระทำโดยตุลาการ ที่มีคุณสมบัติและความรู้ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ได้รับการแต่งตั้งจากองค์พระมหากษัตริย์ และมีคำวินิจฉัยภายใต้พระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ โดยตุลาการ 9 ท่าน ไม่ใช่เพียงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง การวินิจฉัยของตุลาการแต่ละท่านก็คือความเห็น แต่ละท่านอาจเห็นไม่เหมือนกัน แต่ความเห็นของตุลาการมีข้อยุติถือเป็นคำวินิจฉัยของศาล ตามที่บัญญัติไว้ ในมาตรา 216 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ถือเสียงข้างมาก และมีบทบังคับคือวรรค 5 ที่บัญญัติว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลและองค์กรอื่นของรัฐ









