วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แย่ทั้งคู่

สถานการณ์บ้านเมืองของเราในขณะนี้ ดูเหมือนไม่มีพื้นที่ และ "ที่พึ่งหวัง" ให้กับคนกลางๆ ที่ไม่ได้อยู่สังกัดฟากฝ่ายไหน

หรือแม้แต่กลุ่มที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงอยู่เหมือนกัน แต่ขอเป็นการเปลี่ยนแปลงตามครรลองผ่านระบบหย่อนบัตรเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งบานปลายออกไป

ถามว่าพื้นที่ กทม. มีคนเสื้อแดงไหม คำตอบคือมีไม่น้อย แล้วมีคนที่ไม่เอารัฐบาลชุดนี้ ไม่เอาระบอบทักษิณหรือไม่ คำตอบคือมีมากมาย

แต่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร แห่งพรรคประชาธิปัตย์ เอาชนะ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ จากพรรคเพื่อไทยได้ ทั้งๆ ที่ทุ่มหาเสียงด้วยเดิมพันในระดับ "ไม่มีใครยอมใคร" แต่พอผลคะแนนสุดท้ายออกมา ทุกอย่างก็จบ

ไม่ต่างจากการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ที่เขตดอนเมือง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เอาชนะได้เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปี

จะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนผ่าน เปลี่ยนแปลงทางการเมืองผ่านกลไกเลือกตั้งที่ทุกคนยอมรับ ไม่นำไปสู่การนองเลือด ฆ่ากัน หรือก่อกวนกันไม่จบสิ้น เพราะทุกอย่างจบภายใต้กติกาเดียวกัน และทั้งสองฝ่ายสมัครใจใช้กติกาด้วยกัน

แต่พื้นที่ที่ไร้ความขัดแย้งแบบนี้ได้หมดไป เมื่อกลุ่มของ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ปลุกระดมมวลชนออกมาประกาศเปลี่ยนแปลงประเทศในรูปแบบที่ยังไม่ชัดเจนว่าเดินไปในทิศทางไหน ด้วยวิธีอะไร เป็นเพียงข้อเสนอนามธรรม ลอยๆ

ขณะที่ รัฐบาลก็ปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่ยุบสภา ไม่ลาออก ทั้งๆ ที่บางฝ่าย ยังเชื่อว่าพอจะเป็นทางออก เพื่อบรรเทาความขัดแย้งได้

หรือแม้แต่ข้อเสนอกำหนดวันยุบสภาให้ชัดเจน แล้วช่วงเวลาจากวันนี้ถึงวันยุบสภา ก็มาตั้งคณะทำงานร่วมกันกำหนดกรอบปฏิรูปการเมืองใหม่ น่าเชื่อว่าจะเป็นทางออกได้ แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ขยับทำอะไรให้มันเป็นรูปธรรม มากไปกว่าการแถลงใส่ร้ายฝ่ายผู้ชุมนุม

สถานการณ์ตั้งแต่มีปัญหาความวุ่นวายที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อบ่ายวันที่ 30 พ.ย. ต่อเนื่องถึงกลางคืน มีการยิง มีนักศึกษาเจ็บตาย ตามข่าวของคนเสื้อแดงว่ามีคนเสื้อแดงเจ็บและตายด้วย มีข่าวว่าเจ้าหน้าที่บางหน่วยเกี่ยวข้อง เหตุการณ์ลักษณะมิคสัญญีแบบนี้ ก็ไม่ปรากฏว่ารัฐบาลออกมาแสดงท่าทีอะไร

รัฐบาลปล่อยให้บ้านเมืองวุ่นวาย เละเทะ มีอำนาจมืดแทรกซ้อนอย่างนี้ได้อย่างไร

กลางคืนที่ยิงกันเปรี้ยงปร้าง อาจจะพออ้างได้ว่าฝ่าห่ากระสุนเข้าไปไม่ได้ แต่ตอนเช้าก็ไม่เห็นเข้าไปเคลียร์อะไร เท่าที่ทราบมีอธิการบดีรามฯ กทม. และหน่วยงานด้านความมั่นคงเข้าไปดูแลกันเอง กระทั่งสุดท้ายมีการประสานทหารเข้าไปอำนวยความปลอดภัย เรื่องราวจึงจบลงได้

หนำซ้ำในห้วงที่มีการไล่ฆ่านักศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการยิงจากฝ่ายตรงข้าม ยิงกันเอง หรือจัดฉาก แต่ปรากฏว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กลับไปขึ้นเวทีของมวลชนที่สนับสนุนรัฐบาลของตนเองอยู่ ไม่ได้แสดงบทบาทคลี่คลายวิกฤติที่ทำลายชีวิตคนแต่อย่างใด

จากหลักฐานที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุ และปากคำของพยานหลายปากยืนยันตรงกันว่างานนี้มีการยิงในลักษณะ "สไนเปอร์" จากบุคคลที่ฝึกใช้อาวุธมาเป็นอย่างดีด้วย แต่รัฐบาลก็ยังนิ่ง เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ตลอดวานนี้ ยังมีผู้ชุมนุมเข้ายึดสถานที่ราชการอีก 8-9 จุด โดยเฉพาะที่สะพานชมัยมรุเชฐ กับแยกพล 1 ซึ่งใกล้กับทำเนียบรัฐบาลและกองบัญชาการตำรวจนครบาล มียิงแก๊สน้ำตากันวุ่นวาย แต่รัฐบาลเหมือนหายไปจากโลก กระทั่งค่ำๆ ถึงเพิ่งส่ง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง พร้อมคณะ ออกมาแถลงยืนยันว่ารัฐบาลยังอยู่ ขอให้เชื่อมั่นรัฐบาล

เป็นการแถลงหลังจากที่ นายสุเทพ อ่านแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ของ กปปส. ไปแล้วด้วยซ้ำ

นายสุเทพ เอง ก็แถลงนัดหยุดงาน หลังๆ ไม่ค่อยเอ่ยอ้างถึง "สภาประชาชน" สักเท่าไร เหมือนกำลังวุ่นวายกับการเอาชนะทางการเมือง หนำซ้ำเมื่อวานยังนำมวลชนไปยึดสื่อ กดดันฟรีทีวีให้ออกอากาศแต่ข่าวของพวกตน ไม่ให้ออกอากาศข่าวของรัฐบาล เท่ากับขัดหลักการขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย คือ สิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชน

ดูจากบทบาทของทั้ง กปปส. และรัฐบาล จนถึงเมื่อวานนี้แล้ว บอกตรงๆ ว่า สิ้นหวังทั้งคู่ และแย่พอกันทั้งคู่ ประชาชนที่ไม่มีสี ไม่รู้ว่าจะเชียร์ใครจริงๆ