การที่คนคนหนึ่งจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำขององค์กรหรือหน่วยงานหนึ่งนั้นอาจจะไม่ยาก
แต่การจะเป็นผู้นำที่ดี มีคนจดจำและชื่นชม แม้เมื่อพ้นตำแหน่งไปแล้วไม่ใช่เรื่องง่าย ผมพบว่าผู้นำที่ดีและเป็นที่ชื่นชมของคนรุ่นหลังส่วนใหญ่นั้นจะมีสำนึกแห่งผู้นำง่ายๆ และสั้นๆ อยู่สามประการด้วยกัน
สำนึกแห่งผู้นำประการแรกคือ “เพื่อส่วนรวม” ตั้งแต่เหตุจูงใจในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำเลยครับ ว่าการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำนั้นเพราะต้องการอยากจะช่วยเหลือพัฒนาส่วนรวมหรือองค์กรให้ดีขึ้น หรือ ต้องการก้าวขึ้นเป็นผู้นำเพราะต้องการเอื้อประโยชน์ให้กับตนเอง ญาติพี่น้อง หรือ พวกพ้อง ในสถาบันการศึกษาต่างๆ เราจะพยายามสอนเด็กรุ่นใหม่ให้คิดถึงผู้อื่น ให้คิดถึงสังคมมากกว่าการคิดถึงแต่ตนเอง แต่ขณะเดียวกันยังมีผู้ใหญ่ที่เป็นผู้นำจำนวนมากที่มองประโยชน์ของตนเอง ของพวกพ้อง มากกว่าประโยชน์ของส่วนรวม
เคยเห็นผู้นำบางท่านที่เสแสร้งหรือ Fake ว่าทำเพื่อส่วนรวม เพื่อองค์กร แต่เมื่อสังเกตพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดเราก็จะเห็นว่าคนเหล่านี้กระทำทุกอย่างเพื่อตนเองและพวกพ้อง ซึ่งพวกผู้นำที่เสแสร้งดังกล่าวจะไม่สามารถปกปิดเจตนาที่แท้จริงของตนเองได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตามบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือคนรอบข้าง ย่อมที่จะรู้อยู่ว่าผู้นำคนนั้นทำงานเพื่อส่วนรวมและองค์กรจริงหรือไม่
การคิด การกระทำที่ดีเพื่อส่วนรวมนั้น มักจะนำไปสู่การพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงองค์กรในทางที่ดีขึ้น ถึงแม้อาจจะกระทบต่อผู้อื่นหรือทำให้บุคคลบางคนไม่พอใจ แต่ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและการกระทำที่มุ่งเน้นเพื่อส่วนรวมจริงๆ สุดท้าย ผู้นำเหล่านี้ก็จะมีแต่ผู้สรรเสริญและสนับสนุน
ผู้นำที่กระทำเพื่อส่วนรวมนั้นจะไม่มุ่งหวังผลลัพธ์หรือความสำเร็จในระยะสั้น โดยเฉพาะในช่วงที่ตนเองยังคงดำรงความเป็นผู้นำอยู่ ความสำเร็จของผู้นำไม่ได้วัดกันเฉพาะช่วงระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งแต่ครอบคลุมไปถึงช่วงหลังจากลงจากตำแหน่งว่าสิ่งที่ได้ทำไปในช่วงของการเป็นผู้นำนั้นได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรอย่างแท้จริงหรือไม่
สำนึกแห่งผู้นำประการที่สองคือ “ซื่อสัตย์ โปร่งใส” ความซื่อสัตย์ถือเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของคนทุกคน ยิ่งผู้ที่เป็นผู้นำนั้นยิ่งควรจะยึดให้เป็นสรณะ ทั้งความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของตนเอง ซื่อสัตย์ต่อองค์กร ซื่อสัตย์ในคำพูดที่พูดออกมา และซื่อสัตย์ในการกระทำทั้งต่อหน้าและลับหลังบุคคลอื่น นอกเหนือจากความซื่อสัตย์แล้ว ความชัดเจน โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ก็เป็นสิ่งที่ผู้นำต้องตระหนัก การตัดสินใจหรือการกระทำทุกครั้งควรจะต้องสามารถอธิบายถึงเหตุผล และที่มาที่ไปได้ โดยเหตุผลและที่มาที่ไปดังกล่าวก็ต้องเป็นสิ่งที่ทำไปเพื่อการพัฒนาและสิ่งที่ดีขึ้นขององค์กรและส่วนรวมเป็นหลัก
ผู้นำที่มีความซื่อสัตย์ โปร่งใส และทำงานเพื่อส่วนรวมนั้น จะเป็นผู้นำที่ทำงานด้วยความสุข ต่อให้ต้องเผชิญกับอุปสรรคหรือความท้าทายใดๆ ก็มีกำลังใจและความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ขณะเดียวกันผู้นำนั้นก็จะได้รับการสนับสนุนและเชิดชูจากบุคคลรอบข้าง ถึงแม้จะมีผู้คิดร้ายก็ไม่สามารถหาจุดอ่อนหรือช่องว่างมาโจมตีได้
สำนึกแห่งผู้นำประการสุดท้ายคือ “รู้ตนเอง” ผู้นำไม่ใช่ผู้ที่เก่งหรือเชี่ยวชาญไปทุกเรื่อง มนุษย์แต่ละคนจะมีความเชี่ยวชาญและความถนัดที่แตกต่างกันไป ดังนั้น ผู้นำเองก็ต้องรู้ตัวว่าอะไรคือสิ่งที่ตนเองทำได้ดี อะไรคือสิ่งที่ทำได้ไม่ดี และในสิ่งที่ทำได้ไม่ดีนั้น ก็ต้องหาคนอื่นที่เชี่ยวชาญมาช่วย ก่อนที่ผู้นำจะสามารถบริหารผู้อื่นได้ ผู้นำจะต้องรู้จักและเข้าใจตัวเองและบริหารตนเองให้ได้ก่อน ผู้นำจะจูงใจผู้อื่นได้อย่างไร ถ้าไม่สามารถจูงใจตนเองได้? ผู้นำจะบอกผู้อื่นให้ทำดีได้อย่างไร ถ้าตัวเองยังไม่สามารถทำดีได้?
ประเด็นที่สำคัญคือผู้นำจะต้องรู้จักที่จะ “พอ” ผู้นำที่ดีและยิ่งใหญ่นั้น จะต้องรู้ตนเองว่าการเป็นผู้นำของตนเองนั้นควรจะหยุด ณ ระดับใด ในจุดใดที่ควรจะลงจากความเป็นผู้นำ ผู้นำที่ดีและเป็นที่ชื่นชมนั้น ไม่ควรจะเป็นผู้นำที่อยู่จนกระทั่งคนอื่นเขามาไล่ให้ออกจากความเป็นผู้นำ แต่จะต้องรู้จักที่จะประเมินสถานการณ์ ประเมินตนเองได้ว่า ณ จุดใดที่ควรจะ “พอ”
สำนึกแห่งผู้นำทั้งสามประการ เพื่อส่วนรวม ซื่อสัตย์และโปร่งใส และ รู้ตนเองนั้น อาจจะดูง่ายๆ แต่ก็เป็นสำนึกที่หาได้ยากในผู้นำส่วนหนึ่ง ผู้นำใดก็ตามที่ประกอบด้วยสำนึกทั้งสามประการและสามารถปฏิบัติตามสำนักแห่งผู้นำทั้งสามประการได้ ผู้นำดังกล่าวย่อมจะได้รับความชื่นชม การยกย่อง และเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง แม้เมื่อพ้นตำแหน่งผู้นำไปแล้ว






