วันนี้ (27 พ.ย.) คือ เส้นตายที่ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ประกาศเผด็จศึกรัฐบาล
ขณะที่ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะลงมติในวันพรุ่งนี้ (28 พ.ย.) เชื่อว่า เสียงไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี จะไม่ถึงกึ่งหนึ่ง หมายความว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผ่านศึกซักฟอกไปได้
เมื่อพ้นศึกในสภา นายกฯ และทีมงานต้องมาคิดถึงการรับศึกนอกสภา เพราะแม้ว่าศาลจะอนุมัติหมายจับอดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี สุเทพ เทือกสุบรรณ แล้วแต่ก็ใช่ว่าจะบุ่มบ่ามเข้าไปจับตัวได้ง่ายๆ เพราะไม่เช่นนั้นจะเป็น "เงื่อนไข" ที่จะทำให้สถานการณ์บานปลายได้
รัฐบาล ต้องทำเป็นขั้น เป็นตอน
เพราะจากการสังเกตพฤติกรรม "นักเบี้ยว" ต้องเบี้ยวตลอดทางเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์มากที่สุด
การรับมือศึกนอกสภา นายกฯ เพิ่งประชุม ครม.ชุดเล็ก และประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สนามบินสุวรรณภูมิ ที่บางพลี และสถานีดาวเทียมไทยคม ที่ลาดหลุมแก้ว
เวลานี้รัฐบาลประเมินว่าทหารจะเอาด้วยหรือไม่ ในการลุกขึ้นมาปราบปรามผู้ชุมนุม
ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยิ่งลักษณ์ มีอำนาจอยู่ในมือ คือ เมื่อประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ รัฐมนตรีกลาโหม จะอยู่ในสถานะ "ผู้รักษาพระนคร" มีอำนาจตั้งใครก็ได้ ไม่ว่า พลเรือน หรือเจ้าหน้าที่ ให้ปฏิบัติตามคำสั่ง "ผู้รักษาพระนคร" ก็ย่อมได้
ไม่รู้ว่าใครจะมองอย่างไร หากทหารไม่เล่นด้วย รมว.กลาโหม จะตั้ง "คนเสื้อแดง" ที่ชุมนุมที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เป็นกองกำลังรักษาพระนคร ไว้ต่อกรกับกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มต่างๆ ก็ย่อมได้
แต่ทั้งนี้ต้องมาประเมินว่า "ความชอบธรรม" ที่จะใช้กำลังอยู่ ณ จุดใด และ "สุ่มเสี่ยง" แค่ไหน
แม้ว่า ศาลอาญา จะอนุมัติหมายจับ "สุเทพ" ตามความผิดฐานชุมนุมเกิน 10 คน แล้วบุกเข้าไปในกระทรวงการคลัง ก็ตาม รัฐบาลต้องคิดให้ดีว่าจะทำอะไรได้บ้าง
กรณี "สุเทพ" จะถือเป็น "ความผิดในทางการเมือง" หรือ "ความผิดอาญาในทางการเมือง" นั้น ต้องดูว่า การกระทำนั้นต่อเนื่องจากการชุมนุมของมวลชน (uprising) และไม่ได้ทำเพื่อต้องการให้ตัวเองได้มาซึ่งอำนาจ
"ความผิดในทางการเมือง" หมายความว่า เมื่อผู้ใดทำผิดทางอาญาธรรมดาๆ ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกับการลุกขึ้นต่อต้านต่ออำนาจรัฐ ที่สาเหตุมาจากประชาชนในรัฐใด รัฐหนึ่ง หรือมณฑลใด มณฑลหนึ่ง หรือแม้แต่เป็น จังหวัด อำเภอ หรือ หมู่บ้านใด หมู่บ้านหนึ่ง ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมกัน
คนเหล่านี้ สามารถร้องขอความเป็นธรรม ต่อผู้ปกครองในบ้านเมืองได้อยู่แล้ว ตามหลักที่ควรจะมี และที่ควรจะเป็นในทางกฎหมาย
ภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า “to petition for a redress of grievances” แปลว่า "ยื่นคำร้อง เพื่อขอปลดเปลื้องทุกข์" ของตนต่อฝ่ายบ้านเมือง ในปัญหาอันเกี่ยวเนื่อง หรือต่อเนื่องกันกับการปกครอง และหรือในทางการเมือง ในระบบที่เป็นปกติ
สิทธินี้ล้วนเป็นสิทธิที่ราษฎรในประเทศนี้ทุกคน มีสิทธิที่เท่าเทียมกัน ตามที่รัฐธรรมนูญ บัญญัติให้สิทธิและรับรองสิทธิเช่นนี้
ส่วน "ความผิดอาญาในทางการเมือง" หมายถึง ความผิดในทางอาญาธรรมดาๆ ตามประมวลกฎหมายอาญาทุกฐาน ที่เกิดขึ้น หรือเป็นความผิดในทางอาญา และที่ได้เกิดขึ้นต่อเนื่องกับการชุมนุม หรือการที่ประชาชนลุกขึ้นต่อสู้ หรือต่อต้านกับอำนาจรัฐ เพราะพวกตนไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการเมือง ทางการปกครอง ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม หรือได้รับการบีบคั้น จากฝ่ายบ้านเมือง จะโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่ หรืออาศัยอำนาจใดๆ เป็นฐาน ในการดำเนินการกับการกระทำความผิดในทางอาญานั้นก็ตาม
การจับ "สุเทพ" จึงไม่ใช่จุดคลี่คลายปัญหา









