การยกระดับการชุมนุมโดยสงบสันติไปกระทั่งการเคลื่อนพล ดาวกระจาย ของ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ และ ผู้เข้ามามีส่วนร่วม
ในการสนับสนุนปฏิบัติการครั้งนี้ บางคนเรียกว่า “เป็นการปฏิวัติโดยประชาชน” บางคนบอกว่าเป็นการ “แสดงออกซึ่งพลังประชาชนครั้งใหญ่” เพราะมีจำนวนผู้เข้าร่วมในวันดีเดย์ 24 พฤศจิกายน 2556 ประเมินด้วยสายตาไม่นับเอาข้อมูลจาก “สันติบาล” ที่เจาะยอดผู้ชุมนุมในแต่ละช่วงเวลาได้รับผ่านไลน์ของเพื่อนฝูงเข้ามาเป็นระยะ ก็ต้องถือว่าเป็นการเข้าร่วมของกลุ่มคนที่มีจำนวนมากเป็นประวัติการณ์
ในแง่จำนวนคนคงไม่เป็นสาระเท่ากับการเข้าร่วมการชุมนุมนั้น ผู้ที่ปักหลักพักค้างในทุก “ม็อบ” เราทราบกันดีว่ามี “ขาประจำ” หรือ “บรรดาฮาร์ดคอร์” ที่ต้องทำหน้าที่อยู่โยง อย่างเช่นในกรณีนี้ ทางกองทัพธรรมของค่าย “สันติอโศก” เรียกได้ว่า เข้ามาเป็นกองกำลังสนับสนุนในแง่ของกำลังคนตั้งแต่การชุมนุมในช่วงแรก และยังถือเป็นการชุมนุมที่อาจทำให้เจ้าหน้าที่และทางการสามารถทำงานได้ง่ายขึ้นในแง่การ "สืบหาพยานหลักฐานการละเมิดสิทธิต่างๆ" เพราะสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม “บลูสกายแชนแนล” ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องโยงใยกับ “คนของพรรคประชาธิปัตย์” ได้ทำหน้าที่ออนแอร์ถ่ายทอดสดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง คล้ายคลึงกับการที่ “เอเอสทีวี” ของเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ในการชุมนุมครั้งที่ผ่านๆ มาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)
จึงอาจกล่าวได้ว่า "ยุทธศาสตร์และกลวิธีการต่างๆ" มาจาก “กุนซือ” ที่คัดลอกต่อๆ กันมา หรือ อาจกล่าวได้ว่า เป็น “กุนซือ” ชุดเดียวกันมาตั้งแต่แรก เพราะในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรก่อนหน้านี้ก็ได้ยินทางฝ่าย “คนเสื้อแดง” กล่าวหาอยู่เนืองๆ ว่า มีพรรคการเมืองพรรคใหญ่บางพรรคให้การสนับสนุนทั้ง “ท่อน้ำเลี้ยง” และ กำลังคน อย่างชัดเจน
ปัญหาในเวลานี้ที่ผมมักถูก “ถาม” และ ต้องการ “คำตอบที่ตรงไปตรงมา” จากคนส่วนใหญ่ที่รู้จักคุ้นเคยหรือกระทั่ง “สื่อมวลชน” ที่เข้ามาขอปรึกษาขอคำแนะนำในฐานะ “กัลยาณมิตร” อยู่เนืองๆ คือ ต้องการทราบว่า พัฒนาการของวิกฤตการณ์ในสังคมการเมืองไทยเวลานี้จะเดินหน้าไปสู่จุดใด จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ผมต้องเรียนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่มีการวางแผน ตระเตรียมการ รวมทั้งมีการคาดหวังผลการดำเนินงานค่อนข้างสูงมาก แต่ความสำเร็จในท้ายที่สุดนั้น ขึ้นอยู่กับ “พลังประชาชน หรือ มวลชน” ผู้ให้การสนับสนุนเป็นสำคัญ เพราะไม่ว่า “ม็อบ” ไหนๆ จะกระทำการใดได้อย่างมีมรรคผล ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ “เป็นใครมาร่วมชุมนุม” และ จำนวนของผู้ชุมนุม ซึ่งรัฐบาลเองก็ตระหนักถึงเหตุผลปัจจัยเหล่านี้เป็นอย่างดี ทำให้จะเห็นได้ว่า กระทั่งนายกรัฐมนตรีได้ประกาศขยายการใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคงออกไปถึงปลายปี ก็ยังยืนยันว่าจะใช้ความละมุนละม่อมเข้าจัดการแก้ไขปัญหา หลีกเลี่ยงความรุนแรง และใช้หลักในการ “ปกครอง” เรียกร้องให้ผู้ชุมนุมกระทำการในขอบเขตของกฎหมาย
ทั้งนี้ ประสบการณ์ในอดีตซึ่งแต่ละฝ่ายประสบกันมา ได้ทำให้เกิดการ “เรียนรู้” ซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี ทางฝ่ายรัฐบาลคงไม่ใช้วิธีการสลายการชุมนุมอย่างที่เคยมีการกระทำกันมา ส่วนทางฝ่ายผู้ชุมนุมก็คงไม่คิดจะเข้าไปยึดสถานที่ราชการสำคัญอย่างทำเนียบรัฐบาลและสนามบินหลักของประเทศ ถึงจะมีการเข้าไปยึดครองจองพื้นที่ในกระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ และ กรมประชาสัมพันธ์อยู่ในเวลานี้ก็ตาม เพราะการกระทำการเกินเลยขอบเขตไปจากที่ “มวลชน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นปัญญาชน” ที่เข้าร่วมการชุมนุม อาจไม่ประสงค์ให้เกิดการเผชิญหน้าหรือเกินเลยไปถึงการสร้างความวุ่นวายหรือความสับสนใจเจตนารมณ์ที่แท้จริงของการชุมนุม ซึ่งเริ่มมีผู้ระแวงสงสัยว่า จะเป็นส่วนที่เกื้อหนุนผลประโยชน์ทางการเมืองให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือไม่ ซึ่งถือเป็น “คำถาม” ที่ประชาชนไม่ว่าจะฝ่ายใดมีสิทธิที่จะตั้งขึ้นและต้องการคำอธิบายที่ชัดเจนอย่างทันท่วงที มิฉะนั้นแล้ว “ม็อบที่จุดติด” ด้วยความยินยอมพร้อมใจและด้วยศรัทธาประชาชนจะกลายเป็น “ม็อบ” ที่ขาดความชอบธรรมขึ้นมาและอาจเสียมวลชนได้ง่าย หากการบริหารจัดการสถานการณ์ต่างๆ ลุกลามบานปลายเกิน “ศักยภาพ” ของผู้นำม็อบที่จะควบคุม
ซึ่ง การกดดันด้วยวิธี “ดาวกระจาย” ไปยังสถานที่ต่างๆ เป็นระยะๆ นั้น กระทำได้ในวิสัยที่ไม่สร้างปัญหาความเดือดร้อนในคนหมู่มาก เพราะ “คนชั้นกลางในกรุงเทพมหานคร” ส่วนใหญ่ มีความ “อ่อนไหว” และสามารถพลิกกลับไปกลับมาในแง่ของความ “นิยม” ในบางเรื่องได้อย่างรวดเร็ว และขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ยังยึดหลักสันติวิธีหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าอย่างมั่นคง จึงขอวิงวอนทุกฝ่ายให้ใช้ความรอบคอบระมัดระวังและอย่าให้ตนเองเป็น “เหยื่อ” ของการคืบคลานเข้ามาโดยอำนาจที่ไม่ชอบธรรมถูกต้องตามทำนองคลองธรรม









