วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การลงทุนทองคำในปี 2014

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เจพี มอร์แกน ได้ตีพิมพ์บทวิเคราะห์เกี่ยวกับแนวโน้มราคาทองคำในปีหน้า โดยแนะนำให้ระมัดระวังในการลงทุนตั้งแต่นี้เป็นต้นไป

แม้ว่าในทศวรรษระหว่างปี 2000-2010 จะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในหุ้นก็ตาม เนื้อหาโดยสรุปของบทวิเคราะห์ดังกล่าว มีดังนี้

ประการแรก ทองคำมิใช่เครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อ หาพิจารณาจากปัจจัยอุปสงค์และอุปทาน ทองคำก็เหมือนสินค้าอื่นๆ ที่ราคาของมัน ถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทาน ในแง่ของอุปทานนั้น ทองคำจัดได้ว่าเป็นสินค้าหายาก โดยที่ประมาณร้อยละ 39 ของอุปทานในแต่ละปีผลิตมาจากการรีไซเคิลโลหะที่เหลือใช้ การที่ทองคำจัดเป็นสินค้าที่หายากนั้นจึงทำให้ทองคำได้ชื่อว่าเป็นตัวกลางสำหรับแลกเปลี่ยนของโลก และเป็นโลหะที่เอาไว้ป้องกันอัตราเงินเฟ้อ โดยในขณะที่การพิมพ์เงินของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐ อยู่ในปริมาณที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ทว่าการผลิตทองคำในแต่ละปีมีปริมาณขนาดที่คงที่

จากการที่อุปทานค่อนข้างจะทรงตัว อุปสงค์โดยรวมจึงมีบทบาทในการกำหนดราคาทองคำ แม้ว่าอุปสงค์ส่วนใหญ่สำหรับการใช้ประโยชน์จากทองคำ ส่วนใหญ่จะมาจากการผลิตเครื่องประดับ ทว่าการที่เครื่องประดับไม่ค่อยมีการซื้อขายหรือมีสภาพคล่องที่สูงสักเท่าใด การลงทุนทางตราสารการเงิน โดยส่วนใหญ่ผ่านตราสาร Exchange Traded Funds (ETF) ที่มีสภาพคล่องค่อนข้างสูง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 36 ของอุปสงค์เฉลี่ยจากความต้องการทั้งหมดของทองคำ โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างเฮโลซื้อตราสารดังกล่าวจากความกังวล ปัญหาเศรษฐกิจโลก

ทว่า นับจากต้นปี 2013 ที่ผ่านมา เมื่อเศรษฐกิจของภูมิภาคใหญ่ของโลก อาทิ สหรัฐอเมริกาและยุโรป เริ่มจะมีอาการดีขึ้น สินทรัพย์ที่ถือไว้เพื่อป้องกันความปลอดภัยอย่างทองคำ จึงได้ตกลงถึงร้อยละ 23 อย่างไรก็ดี จากการที่การผลิตเครื่องประดับและนักลงทุนทองคำมีอุปสงค์รวมคิดเป็นร้อยละ 85 ของอุปสงค์ทั้งหมด ราคาทองคำก็ยังน่าจะถือได้ว่าไม่ได้มีความสัมพันธ์กับตัวแปรทางเศรษฐกิจ อย่างอัตราเงินเฟ้อ

ทั้งนี้ การที่ทองคำจะทำหน้าที่ป้องกันเงินเฟ้อให้ได้ผลนั้น จะต้องถูกใช้ในการบริโภคโดยตรงหรือใช้ในการผลิตสำหรับภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากหากมีการใช้ในภาคส่วนดังกล่าวมาก สินค้าดังกล่าวก็จะมีราคาที่สูงขึ้น ซึ่งก็จะทำให้วัตถุดิบที่ใช้ซึ่งก็คือ ทองคำ มีราคาที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี การใช้ทองคำในส่วนดังกล่าวมีอยู่อย่างจำกัดมาก ส่วนใหญ่จะเป็นการผลิตเครื่องประดับเสียส่วนใหญ่ จึงทำให้หน้าที่การป้องกันเงินเฟ้อของทองคำไม่สามารถทำได้ดี โดยทองคำมีค่าสหสัมพันธ์กับดัชนีราคาผู้บริโภคประมาณ -34% ในรอบกว่า 30 ปีที่ผ่านมา

ประการที่สอง ทองคำเป็นสกุลเงินที่เก่าแก่ที่สุด แม้ว่า ทางเจพี มอร์แกน จะมองว่าทองคำมิได้ทำหน้าที่สำหรับการป้องกันเงินเฟ้อที่ดี ทว่าทองคำนับได้ว่าเป็นตราสารที่สามารถถือไว้เสมือนว่าเป็นสกุลเงินสำคัญอีกสกุลหนึ่ง โดยเมื่อพิจารณาศึกษาอย่างละเอียด จะพบว่า ทองคำสามารถทำหน้าที่คล้ายกับเป็นตัวแทนของสกุลเงินของประเทศต่างๆ ที่ถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าการสินค้าส่งออกและนำเข้าของประเทศต่างๆ ทั่วโลก นั่นคือ เมื่อไรก็ตามที่ดอลลาร์อ่อนค่าและเราต้องขาดทุนจากการถือดอลลาร์ การถือทองคำจะช่วยให้พอร์ตสามารถลดการขาดทุนดังกล่าวได้

ประการสุดท้าย ทองคำมิใช่เป็น Safe Haven ที่แท้จริงในตอนนี้ ด้วยเหตุผล 2 ประการ ได้แก่ หนึ่ง จะเห็นได้ว่าในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์แย่ถึงจุดสูงสุดในเดือนมีนาคม 2009 ราคาทองคำก็มิได้สูงขึ้นแต่อย่างใดในช่วงเวลานั้น สอง หากจะใช้ทองคำเป็นตัวป้องกันความเสี่ยง จากวิกฤตในอนาคต ราคาในตอนนี้ก็อาจจะยังสูงไป หากพิจารณาจากสถิติในอดีต ในมุมมองของ เจพี มอร์แกน ได้แนะนำเกี่ยวกับราคาทองคำ ไว้ดังนี้

- การลงทุนทองคำ ในตอนนี้ อาจต้องระวังมากขึ้นจากความเป็นไปได้ของตลาดโลกที่จะฟื้นตัวในปีหน้า

- แม้โอกาสที่อัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้นจากนโยบายต่างๆ ของธนาคารกลางในปัจจุบัน ทว่าก็มีสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดอื่นๆ เป็นทางเลือกเช่นกัน

- ทองคำทำหน้าที่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงของดอลลาร์ที่ดี

ผมเห็นด้วยกับบทวิเคราะห์ดังกล่าวเสียส่วนใหญ่ แต่ผมขอเสริมว่า ทองคำมีโอกาสจะเป็นการลงทุนที่น่าสนใจในปีหน้าโดยเฉพาะครึ่งหลังของปี หากเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป เป็นเหมือนที่ ดร. ลอว์เรนซ์ ซัมเมอร์ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ของสหรัฐ ที่ระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐเหมือนกับวลี "Tomorrow Never Comes" อย่างเศรษฐกิจญี่ปุ่นในศตวรรษที่แล้ว โดยเขามองว่าอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้แม้จะต่ำ แต่ก็ยังสูงกว่าที่ควรจะเป็นซึ่งติดลบอยู่ร้อยละ 2 ถึง 3 นอกจากนี้ อุปสงค์ของสหรัฐอย่างไรเสียก็ยังไม่กลับมาอีกเป็นสิบปี เนื่องจากจีดีพีของสหรัฐต่ำกว่าที่ควรจะเป็นอยู่เป็นอันมาก

หากเป็นเช่นนี้แล้ว การกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐก็มิอาจฟื้นเศรษฐกิจได้ ซึ่งหากตลาดเชื่อเช่นนั้น ตลาดหุ้นในที่สุดก็จะซบเซาลงและตลาดทองคำซึ่งเป็นการลงทุนที่ไว้คลายความกังวลของเศรษฐกิจก็น่าจะได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งหากเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่กลับมาแบบให้เห็นกันชัดๆ ในช่วงกลางปีหน้า แนวคิดของนายซัมเมอร์ก็คงจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงตรงนั้น ทองคำก็อาจจะกลับมาได้แบบไม่ยากเย็นครับ

หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาค (Macro Investing) เล่มล่าสุดของผู้เขียน “เล่นหุ้นต้องใช้ใจ... รวยได้ไม่รู้จบ” วางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView ครับ