เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ ดิฉันเพิ่งเขียนเรื่องการคัดลอกข้อมูล บนบัตรเอทีเอ็ม ของเหล่ามิจฉาชีพเพื่อปลอมบัตรใหม่
และขโมยเงินออกจากบัญชีเรา ๆ ท่าน ๆ ไปอย่างง่ายดาย หรือที่เรียกกันว่า Skimming นั่นเอง แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้เกิดเหตุดังกล่าวอีกครั้งพร้อม ๆ กันกับลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ทั้ง 5 แห่ง
เมื่อ 6 ปีก่อนปัญหานี้เคยแพร่ระบาด ในผู้ใช้บัตรพลาสติกทั้งบัตรเครดิตและบัตรเอทีเอ็ม โดยเฉพาะพื้นที่ทางใต้อย่างมาเลเซีย ที่ความรุนแรงถึงขั้นมีคำเตือนไม่ให้ใช้บัตรเครดิตรูดซื้อสินค้าในมาเลเซียเลยทีเดียว หลังจากนั้นไม่นานธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายก็ได้เปลี่ยนเทคโนโลยีที่ใช้กับบัตรเครดิตใหม่ โดยนำระบบสมาร์ทการ์ดหรือชิพการ์ดเข้ามาแทนระบบแถวแม่เหล็กที่ถูกคัดลอกข้อมูลได้ง่าย นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงบัตรเครดิตทั้งระบบ และมาจนถึงวันนี้ยังไม่มีข่าวว่าบัตรเครดิตถูกมิจฉาชีพขโมยข้อมูลแม้แต่รายเดียว
มิจฉาชีพหายไปหมดแล้วหรือ???
คำตอบคือเปล่าเลย พวกเขายังอยู่ดีด้วยอาหารชั้นเลิศที่เลี้ยงเหล่ามิจฉาชีพเหล่านี้ นั่นคือบัตรเอทีเอ็มแถบแม่เหล็กที่ใช้กันเกือบทั้งระบบแบงก์ ง่ายต่อการคัดลอกข้อมูลนั่นเอง หากจะถามว่าผ่านมานานหลายปีทำไมแบงก์ไม่คิดจะนำระบบชิพการ์ดมาใช้กับบัตรเอทีเอ็มบ้าง ???
แบงก์อ้างว่าจำนวนบัตรเครดิตมีน้อยกว่าบัตรเอทีเอ็มทำให้เปลี่ยนได้ง่ายกว่า แต่ฐานบัตรเครดิตในปัจจุบันมีประมาณ 18 ล้านบัตร ขณะที่บัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตมี 42 ล้านบัตรไม่ได้ห่างกันมากนัก และคำตอบที่ได้ฟังแล้วต้องอึ้งคือคำตอบจากนายแบงก์เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งบอกว่าการลงทุนในการนำระบบนี้มาใช้ต้องลงทุนกันหลายร้อยล้านบาท เมื่อเทียบกับความเสียหายในแต่ละปีที่มีไม่ถึง 1 ล้านบาทแล้วเขาระบุว่าต้องใช้เวลาคุ้มทุนจากการลงทุนครั้งนี้เป็นพันปี!!!
หากไม่มีคำสั่งจากแบงก์ชาติให้แบงก์นำระบบชิพการ์ดมาใช้ภายในปี 2558 แล้วล่ะก็ ประชาชนคงต้องเสียเงินจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับบัตรเอทีเอ็มและเดบิต แลกกับการหวาดระแวงว่าเมื่อไรมิจฉาชีพจะมาถึงตัวเมื่อไรบัตรจะโดนลอกข้อมูล หรือต้องก้ม ๆ เงย ๆ เอามือป้องเวลากดรหัสเอทีเอ็มไปอีกนาน
แน่นอนว่าการใช้ชิพการ์ดจะไม่ได้บ่งบอกว่าจะทำให้ระบบเอทีเอ็มปลอดภัย 100% แน่นอนว่าเทคโนโลยีนี้มิจฉาชีพต้องมีการพัฒนาตามให้ทัน เพราะนั่นคือแนวทางของหัวขโมย แต่ในเมื่อการใช้บัตรเอทีเอ็มแทบเป็นบริการขั้นพื้นฐานของธุรกรรมการเงินที่ประชาชนต้องใช้ไปเสียแล้ว และเราเสียค่าธรรมเนียมเพื่อใช้บริการที่ดีที่สุด แบงก์ก็ควรนำค่าธรรมเนียมไปพัฒนาแข่งกับมิจฉาชีพ แต่การแก้ปัญหาของแบงก์ในเวลานี้มีแค่ให้พยายามเปลี่ยนรหัส ซ้ำร้ายกลับแนะนำให้เราซื้อบริการเพิ่มคือ SMS แจ้งเตือนยอดเงินเข้าออก ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุที่ลูกค้ามีแต่เสียเปรียบ
ในเวลาที่ความเสียหายเกิดขึ้น มูลค่าความเสียหายที่ธนาคารชดเชยให้ลูกค้าอาจจะเป็นเม็ดเงินที่น้อยมาก จนแบงก์ยอมที่จะจ่ายให้ลูกค้า จ้างคนตามคดี และไล่ติดตั้งอุปกรณ์ Anti Skimmimg แข่งกับมิจฉาชีพ ซึ่งคิดแล้วว่าคุ้มค่ากว่าการลงทุนหลักร้อยล้านบาท แต่ในแง่ประชาชนที่กว่าจะหาเงินมาได้แต่ละบาท เงินหลักหมื่นหลักแสนไม่ใช่น้อย ใจเสียแล้วยังต้องเสียเวลาดำเนินคดีเองอีก
หากต้นทุนการลงทุนในเทคโนโลยีดังกล่าวสูงเกินจะรับได้จริง ทำไมแบงก์ใหญ่อย่างธนาคารกรุงเทพ ยังให้บริการชิพการ์ดมาได้ตั้งแต่ปี 2552 ได้ แล้วทำไมแห่งอื่นยังคงอ้างเรื่องต้นทุนอยู่ ทั้งที่รายได้จากเอทีเอ็มของหลายแบงก์ในแต่ละปีไม่ใช่น้อย และเพิ่มขึ้นทุกปี การพัฒนาระบบร่วมกันเจรจาหาข้อตกลงเรื่องค่าธรรมเนียม ไม่ใช่เรื่องยากเลยถ้าจะทำ การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมง่ายที่สุดต้องเริ่มต้นจากความรับผิดชอบในธุรกิจที่ทำอยู่ มากกว่าทุ่มเงินไปกับงาน CSR
ปัญหานี้เกิดขึ้นมาหลายปี จนอดคิดไม่ได้ว่าเอทีเอ็มไม่ใช่สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ที่รัฐบาลจะทำดีเลวอย่างไรเราก็จำเป็นต้องใช้ (ทั้งที่เราก็เสียภาษีเช่นกัน) และเมื่อเราต้องเสียเงินแล้ว ทำไมถึงไม่ได้รับบริการที่ดีที่สุด









