นโยบายของรัฐบาลที่ล้มเหลวที่สุด นับแต่การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา นอกจากนโยบายเร่งด่วนสร้างความปรองดองแล้ว
อีกหนึ่งนโยบายที่กำลังเริ่มปรากฏให้เห็น คือนโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาล ก่อนจะมีการปรับรูปแบบใหม่ ให้จำนำได้ไม่เกินครอบครัวละ 3.5 แสนบาท เพราะว่านอกจากเป็นนโยบายที่ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้แล้ว กลับปรากฏว่ากำลังสร้างภาระด้านการคลังครั้งใหญ่ของประเทศ เท่าที่เคยมีมาจากนโยบายรัฐบาล และขณะนี้ภาระการคลังยังไม่มีแนวโน้มว่าจะหยุดอยู่ตรงไหน ตราบใดเท่าที่รัฐบาลยังประกาศเดินหน้านโยบายนี้ต่อไป
ความล้มเหลวประการแรก เนื่องจากนโยบายนี้ไม่เป็นไปตามประมาณการในช่วงเริ่มต้นนโยบาย ซึ่งในครั้งนั้น รัฐบาลทำให้คนไทยจำนวนมากเชื่อว่าจากนโยบายจำนำข้าว จะทำให้ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจด้านสินค้าเกษตร คือ การส่งออกข้าว เพราะรัฐบาลประเมินว่าประเทศไทยเป็นประเทศส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุด ดังนั้น หากรัฐบาลเก็บสต็อกเอาไว้เป็นจำนวนมาก จะส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น จนเหนือระดับราคาที่ประกาศรับจำนำ จากนั้นรัฐบาลก็จะขายข้าวได้ราคาและมีกำไรจากนโยบายช่วยเหลือเกษตรกร
ในครั้งนั้น ฝ่ายนโยบายของรัฐบาล คาดว่าหากปีแรกไม่ประสบความสำเร็จ และยังเดินหน้าต่ออีกหนึ่งปี จะทำให้ราคาข้าวดีขึ้นในปีที่สอง อีกทั้งรัฐบาลจะเจรจากับประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ อย่างเช่น เวียดนาม เพื่อร่วมมือกันสร้างราคาข้าวโลกให้สูงขึ้น บางคนถึงกับฝันว่าไทยและประเทศผู้ส่งออกข้าว จะตั้งเป็นกลุ่มผู้ส่งออกข้าวโลก เหมือนกลุ่มโอเปค ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน แต่ในที่สุดแล้ว ความฝันว่าจะกลายเป็นประเทศโอเปคสำหรับตลาดข้าว กลับเป็นว่าทุกอย่างล้มเหลวโดนสิ้นเชิง ทั้งราคาข้าวในตลาดโลก และการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน
แต่ที่ล้มเหลวครั้งใหญ่ที่สุดของนโยบายรับจำนำข้าว คือ ผลที่เกิดขึ้นจากภาระทางการคลังของประเทศ เนื่องจากภาระจากโครงการนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแบบผิดปกติ จากเดิมที่รัฐบาลกำหนดวงเงินสำหรับการรับจำนำไม่เกิน 5 แสนล้านบาท แต่ตัวเลขจำนำจริงในช่วง 2 ปีแรก ใช้เงินสูงถึง 6.8 แสนล้านบาท ขณะที่ขายข้าวได้เงินคืนมาเพียง 1.6 แสนล้านบาท นั่นหมายความว่าสต็อกข้าวของรัฐบาลมีจำนวนมหาศาล และไม่อาจระบายออกได้ ดังนั้น จึงต้องใช้วงเงินจำนำข้าวรอบ 3 อีกราว 2.7 แสนล้านบาท
สิ่งที่แสดงให้เห็นความล้มเหลวอย่างชัดเจนของโครงการนี้ คือ การบริหารจัดการโครงการ ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ ยังไม่สามารถปิดบัญชีโครงการรับจำนำ ทั้งๆ ที่เริ่มดำเนินการรอบที่ 3 แล้ว อีกทั้งเงินที่ได้จากการระบายข้าว 1.6 แสนล้านบาทนั้น ส่วนหนึ่งก็เป็นเงินจากการขายข้าวในโครงการของรัฐบาลก่อนหน้านั้น ที่ไม่เกี่ยวกับโครงการรับจำนำนี้เลย ยิ่งย้ำให้เห็นว่าอาจจะประสบกับปัญหาการขาดทุนจำนวนมาก จนไม่อาจปิดบัญชีได้ และยิ่งมีการเปลี่ยนแปลงคนที่ทำหน้าที่ดูแลการปิดบัญชี ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าโครงการนี้มีปัญหาอย่างยิ่ง
เราเห็นว่า ภาระการคลังที่นับวันแต่จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลนั้น เราจำเป็นต้องมาถกเถียงกันอย่างจริงจัง ว่า เราจะจำกัดความเสียหายได้แค่ไหน เพราะหากเกิดปัญหาแล้วย่อมกระทบต่อทุกคนภายในประเทศ เราจะอนุญาตให้นักการเมืองอ้างว่ามีสิทธิอันชอบธรรมจากการได้เป็นรัฐบาล และใช้นโยบายนี้เพื่อหวังผลทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่สร้างความเสียหายให้กับสังคมไทยหรือไม่ และถึงที่สุดแล้ว เราจะต้องหากลไกอะไรมาตรวจสอบนโยบาย หรือคานอำนาจนโยบายที่สร้างความเสียหาย อย่างไร เพื่อใช้เป็นบทเรียนให้กับนักการเมืองในอนาคต ให้รู้ว่าต้องรับผิดชอบประเทศอย่างไร






