คำเตือน : กรุณาอย่าคิดคำตอบเองระหว่างทาง กรุณาอ่านให้จบบทความเสียก่อน
คนอเมริกา บอกว่า ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากประชาธิปไตย
คนจีนที่แล้วมาไม่พูดอะไรมาก เพราะไม่รู้จะพูดอะไร จะบอกว่าระบบเผด็จการดีกว่าประชาธิปไตย พูดไปสองไพเบี้ย ใครจะเชื่อ คนทั้งโลกเขาจะหัวเราะให้
แต่ในรอบปีที่ผ่านมา ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจและวิกฤติการเมืองในสหรัฐฯ ที่เล่นเอาผู้คนหมดศรัทธากับนักการเมืองมีมหาเศรษฐีจีนคนหนึ่งเดินสายโปรโมทระบบการปกครองของจีนนายคนนี้ ชื่ออีริค ลี (Eric Li) อายุ 40 ต้นๆ การศึกษาดีตามมาตรฐานตะวันตก (จบจากเบิร์กลีย์และเอ็มบีเอจากสแตนฟอร์ด) เขาใช้เวลาว่างจากการทำธุรกิจกองทุนของตน เดินทางบรรยายสรรพคุณความวิเศษของพรรคคอมมิวนิสต์จีนตามมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วสหรัฐฯ
เล่นเอากระทรวงการต่างประเทศจีนตกใจ เพราะทางการจีนไม่เคยอธิบายได้เรื่องได้ราวอย่างนายลี แถลงข่าวทีไรก็มีแต่มุขเดิมๆ ไม่มีใครสนใจ ไม่เหมือนนายลีไปพูดที่ไหน ฝรั่งแห่มาฟังกันแน่นเต็มห้องประชุม ล่าสุดลีไปบรรยายสั้นๆ ที่ Ted Talk ใช้ชื่อเรื่องว่า “เรื่องราวของระบบการเมืองสองระบบ” (A Tale of Two Political Systems) ปรากฏในโลกออนไลน์ที่เว็บไซต์ www.ted.com มียอดผู้ชม 800,000 คน ภายในระยะเวลาไม่ถึง 4 เดือน
ลีบอกว่า ในชีวิตเขาถูก “ล้างสมอง” 2 ครั้ง ครั้งแรกตอนเด็ก เขาโตขึ้นมาในยุคของเหมาเจ๋อตง เขาถูกปลูกฝังว่า คอมมิวนิสต์เป็นระบบการปกครองที่ดีที่สุด และจะนำความเจริญมั่งคั่งมาสู่ประชาชนทั่วประเทศ และในที่สุดจะแผ่ขยายลัทธิคอมมิวนิสต์ไปทั่วโลกจนเกิดสันติสุขนิรันดร์กาล
ภาพฝันนั้นไม่เคยเกิดขึ้นจริง ภายในจีนในยุคของเหมามีแต่ความทุกข์ร้อนทุกหย่อมหญ้าอันเป็นผลมาจากการปฏิวัติวัฒนธรรม ความอดอยากจากนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาด
พอเข้าสู่วัยรุ่น เขาเดินทางมาเรียนหนังสือที่สหรัฐอเมริกา และถูกล้างสมองเป็นครั้งที่สอง ด้วยความเชื่อว่าในอีกไม่นาน ทุกประเทศทั่วโลกจะรับเอานวัตกรรมการปกครองที่ดีเลิศที่สุดจากสหรัฐฯ นั่นก็คือ “การเลือกตั้ง” ขอเพียงมีการเลือกตั้ง เราก็จะได้ตัวแทนประชาชนเข้าไปบริหารประเทศ นำความเจริญมั่งคั่งมาสู่ประชาชนทั่วประเทศ และในที่สุดก็จะแผ่ขยายลัทธิประชาธิปไตยไปทั่วโลกจนเกิดสันติสุขนิรันดร์กาล
ในปี ค.ศ. 1970 มีประเทศที่เรียกตนเองว่าเป็น “ประชาธิปไตย” 45 ประเทศ ในปี ค.ศ. 2010 มีประเทศที่เรียกตนเองว่าเป็น “ประชาธิปไตย” 115 ประเทศ แต่จนแล้วจนรอด ประเทศจีนก็ไม่ได้เป็นหนึ่งในประเทศเหล่านั้น
สามสิบปีผ่านไป จีนเปลี่ยนจากประเทศเกษตรกรรมเป็นประเทศอุตสาหกรรม ด้วยอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุด จนปัจจุบันมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ในบรรดาจำนวนคนยากจนในโลกที่ถีบตัวขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางในรอบ 30 ปี ที่ผ่านมา กว่า 80% เป็นคนจีน ไม่ใช่คนในประเทศประชาธิปไตยที่ไหนเลย
ลีบอกว่า จีนพลิกโฉมได้เพราะเติ้งเสี่ยวผิง ในขณะที่เหมาเจ๋อตงเชื่อมั่นในการไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย และขณะที่กอร์บาชอฟแห่งสหภาพโซเวียตเชื่อว่าต้องล้มระบบคอมมิวนิสต์เพื่อถอนรากถอนโคนแล้วเปลี่ยนมาเป็นประชาธิปไตยเติ้งเสี่ยวผิงกลับเชื่อมั่นในการ “ปฏิรูป” ระบบที่มีอยู่เดิมอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดีกว่าปลุกคนมาเดินขบวนปฏิวัติ เรียกร้องหาระบบใหม่ (ประชาธิปไตย) หรือเรียกร้องให้กลับไประบบเก่า (ตามล่าหาทายาทราชวงศ์ชิง) เติ้งเสี่ยวผิงบอกว่า เอาอย่างเดิมนี่แหละ อะไรที่ดีก็ส่งเสริมให้แข็งแกร่ง อะไรที่ชั่วก็ค่อยๆ ปรับปรุงแก้ไข
สามสิบปีผ่านไป พรรคคอมมิวนิสต์ไม่เหมือน “อย่างเดิม” อีกแล้ว ด้วยลักษณะเด่น 3 ประการ
ประการแรก การปรับตัว จากนโยบายเศรษฐกิจระบบวางแผน เป็นนโยบายเศรษฐกิจระบบตลาด ยอมรับให้นักธุรกิจเข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ (คาร์ล มาร์กซ์ คงงง) ผู้นำห้ามครองอำนาจจนตาย กำหนดให้มีวาระชัดเจน ถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติไม่เหมือนเผด็จการประเทศอื่น ลีบอกว่า “การปฏิรูปการเมือง” ไม่เคยหยุดนิ่งในประเทศจีน เพียงแต่เป็นการ “ปฏิรูป” ระบบ ไม่ใช่การ “ล้ม” ระบบอย่างที่ฝรั่งคาดหวัง
ประการที่สอง การบริหารด้วยมืออาชีพ ฝรั่งจินตนาการว่าระบบเผด็จการจะมีผู้ผูกขาดอำนาจอยู่ไม่กี่คน แต่ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีการหมุนเวียนผู้นำในระดับต่างๆ มากที่สุด และมีระบบการโปรโมทข้าราชการที่มีประสิทธิภาพ รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ มีประวัติทั้งประสบการณ์การศึกษาและการทำงานดีกว่ารัฐมนตรีในประเทศประชาธิปไตยส่วนใหญ่ มีมาตรวัดผลงานเป็นเกณฑ์ในการเลื่อนขั้นที่ชัดเจน
ประการที่สาม การสร้างความชอบธรรมในการปกครองฝรั่งเชื่อว่าการเลือกตั้งเท่านั้นจะสร้างความชอบธรรมได้ แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนสร้างความชอบธรรมด้วยผลงาน (ไม่ใช่ด้วยการเลือกตั้ง ด้วยรถถังหรือด้วยการเป่านกหวีด) ทำให้ได้รับแรงสนับสนุนและความร่วมมือจากประชาชนทั่วไป
แน่นอนที่สุด ลียอมรับว่าประเทศจีนมีความท้าทายรอบด้าน ทั้งในเรื่องสิ่งแวดล้อม ประชากร ช่องว่างทางรายได้ระหว่างคนรวยและคนจน และโดยเฉพาะเรื่องที่คนวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงที่สุดก็คือ การทุจริตคอร์รัปชัน แต่ลียืนยันว่าสาเหตุของการคอร์รัปชันไม่ใช่เพราะจีนไม่มีการเลือกตั้ง คิดดูสิว่าลำดับความโปร่งใสของ Transparency International จัดให้จีนอยู่ในลำดับที่ 80 จาก 170 ประเทศและดีขึ้นทุกปี ขณะที่อินเดีย ประเทศประชาธิปไตย อยู่ในลำดับที่ 90 และตกต่ำลงทุกปี (พี่ไทยอยู่ลำดับที่ 88)
ลีสรุปย้ำ 2 ข้อว่า หนึ่ง เขาไม่ได้ต่อต้านประชาธิปไตย แต่เขาต่อต้านการล้างสมองว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากประชาธิปไตยสำหรับจีน สอง ระบบการเมืองของจีนไม่ใช่ทางเลือกสำหรับประเทศอื่นๆ เพราะมีคุณลักษณะและปัจจัยหลายอย่างทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้มีเฉพาะจีนเท่านั้นที่ทำเช่นนี้ได้ สาม ประเทศประชาธิปไตย รวมทั้งสหรัฐฯ ต้องเรียนรู้ที่จะปฏิรูประบบ ไม่ใช่คิดว่ามีการเลือกตั้งแล้วจบ
เพราะฉะนั้น ก็ถึงเวลาที่ผมต้องเฉลยคำตอบสำหรับคำถามในวันนี้ ที่ว่า “มีทางเลือกอื่นนอกจากประชาธิปไตยไหม”
คำตอบสั้นๆ สำหรับประเทศไทย ก็คือ ไม่มี ครับ
พูดมาเสียยาว นี่ผมแค่จะบอกว่า จีนไม่ใช่ทางเลือก (เพราะเราทำอย่างจีนไม่ได้) และเราต้องจำทนกับประชาธิปไตยไร้น้ำยาของเราต่อไปเช่นนั้นหรือ?
ไม่ใช่ครับ บทเรียนที่ผมอยากจะบอกก็คือ เลิกล้างสมองและทึกทักว่าโลกนี้มีระบบที่สมบูรณ์แบบ ลอกมาปุ๊บใช้ได้เลย เลิกเรียกร้องกลับไปหาระบบเก่า และเลิกคิดจะไปหาระบบใหม่ที่ไหน เลิกหลงคิดว่าสหรัฐฯ ดีเลิศ เราจึงจะปกครองอย่างสหรัฐฯ และเลิกหลงคิดว่าจีนดีเลิศ เราจึงจะปกครองอย่างจีน
ไม่มีประเทศไหนในโลกดีเลิศหรอกครับ ระบบที่ดีคือระบบที่พร้อมปรับปรุงตัวเอง เข้าใจว่าปัญหาอยู่ตรงไหนแล้วแก้ไขไม่ใช่ระบบที่เรียกตนว่าเป็นประชาธิปไตยแล้วจบแต่ก็อย่าออกมาปลุกมวลชนเรียกร้องให้ “ล้ม” ระบบเลยครับเพราะนั่นไม่ใช่ทางเลือก และกลุ่มคนที่ทำเช่นนั้นก็ยากที่จะเป็นทางเลือกให้กับประเทศได้









