วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยิ่งออนไลน์ ยิ่งหงุดหงิด

หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่วันดีคืนดี เราจะต้องไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของคนอื่น ยิ่งถ้าเรามีความรู้สึกร่วมกับข้างใดข้างหนึ่ง

อาการหงุดหงิดจะมีมากกว่าที่ตัวเราไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเราเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งนั้น กองเชียร์หงุดหงิดกับนักกีฬาและกรรมการมากกว่าคนดูกีฬาอย่างเดียวโดยไม่ถือหางทีมใดทีมหนึ่ง วันใดที่เรามีอารมณ์ร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง วันนั้นสื่อที่เราเคยเชื่อว่านำเสนอข่าวสารอย่างเป็นกลางมาโดยตลอด จะกลายเป็นสื่อที่รายงานข่าวอย่างลำเอียงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เครือข่ายสังคม และเว็บต่างๆ ที่เคยติดตามอย่างสบายอกสบายใจก็กลับกลายเป็นเครือข่ายหงุดหงิด มีแต่คนที่ออกความคิดความเห็นไม่ได้เรื่องเต็มไปหมด จะมีน้อยคนนักที่สามารถรับรู้ข่าวสารต่างๆ ท่ามกลางความขัดแย้ง ที่ตนเองมีอารมณ์ร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยไม่รู้สึกว่าข่าวสารนั้นมีการรายงานอย่างลำเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง และไม่ใช่เรื่องแปลกผิดปกติที่คนเราจะมีอารมณ์ร่วมไปกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในความขัดแย้งที่ได้รับรู้ แค่ไปดูการแข่งขันฟุตบอลระหว่างทีมที่เราไม่เคยรู้จัก สักพักหนึ่งคนส่วนมากก็จะมีอารมณ์ร่วมกับทีมใดทีมหนึ่งมากบ้างน้อยบ้าง การมีอารมณ์ร่วมไปกับข้างใดข้างหนึ่งในความขัดแย้งที่เราได้รับรู้รับทราบนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอสำหรับผู้คนปกติทั่วไป เพียงแต่จะแสดงออกมากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง

ถ้าลองสังเกตดีๆ จะพบว่าการรับรู้ข่าวสารมากเกินไปท่ามกลางความขัดแย้งสามารถสร้างความหงุดหงิดให้กับตัวเราได้มากกว่าที่ควรจะเป็น ความหงุดหงิดที่เกิดขึ้นนั้นยังบั่นทอนความสามารถในการคิดวิเคราะห์เรื่องการงาน ลงไปได้มากอย่างไม่แน่เชื่อ ลองสังเกตดูจะพบว่าเราทำงานได้น้อยลง ถ้าไม่ปริมาณน้อยลง ก็คุณภาพลดลง เรื่องนี้อธิบายได้ว่าสมองของคนเราเลือกที่จะตอบสนองต่อข่าวสารแตกต่างกัน ถ้าเป็นข่าวสารที่มีความซับซ้อน มีลักษณะเป็นนามธรรม ต้องคิดต้องวิเคราะห์เยอะๆ สมองมักขอตั้งหลักสักพักก่อนที่จะเปิดรับรู้เรื่องนั้น แต่ถ้าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น เรื่องฉาวโฉ่ เรื่องที่คนกล่าวหากัน หรือเรื่องอื่นๆ ที่รับทราบได้ง่าย สมองจะเปิดรับข่าวสารนั้นไว้ก่อน แต่สมองมีขอบเขตที่จำกัด ดังนั้น ถ้าใช้สมองไปกับเรื่องฉาวโฉ่มากเกินไป ก็จะเหลือสมองมาคิดวิเคราะห์การงานน้อยลง นั่นเอง

ความขัดแย้งหลายเรื่องที่เราหงุดหงิดจนลดทอนความสามารถในการทำงานของเราลงไปนั้น แท้จริงแล้วความขัดแย้งนั้นอยู่ห่างจากความสำเร็จ หรือความล้มเหลวในหน้าที่การงานของเรามาก ใครชนะใครแพ้จากความขัดแย้งนั้น ตัวเราก็ไม่ได้อะไรดีขึ้นอย่างเด่นชัด มีแค่พออกพอใจเหมือนกองเชียร์ทีมฟุตบอลที่ชนะ กองเชียร์ได้ความดีใจ แต่กองเชียร์ไม่ได้รางวัลใดๆ จากการแข่งขันนั้น ในอดีตโอกาสที่เราจะกลายเป็นกองเชียร์ของทีมใดทีมหนึ่งได้นั้น เราต้องเดินทางไปดูการแข่งขันที่สนามกีฬา ต่อมาก็มีการถ่ายทอดการแข่งขันทางโทรทัศน์ เราอยู่ที่บ้านก็กลายเป็นกองเชียร์ได้เหมือนกัน ออกนอกบ้านพ้นหน้าจอก็ลดอารมณ์ร่วมลงไปได้ เพราะไม่ได้เห็นการแข่งขันนั้น ปัจจุบันหนีการแข่งขันไปไม่พ้นเพราะออนไลน์เมื่อใด สารพัดข่าวสารเกี่ยวกับการแข่งขันนั้นก็หลั่งไหลมาสู่สมาร์ทโฟนแท็บเล็ต พีซี ที่อยู่ข้างๆ ตัวเราตลอดเวลา ยิ่งออนไลน์ ก็ยิ่งมีโอกาสรับรู้ความขัดแย้งเหล่านั้น ยิ่งรับรู้มาก ยิ่งมีอารมณ์ร่วมกับความขัดแย้งที่อยู่ไกลตัวเรามากขึ้น ยิ่งออนไลน์ก็ยิ่งทำให้ความขัดแย้งเข้าใกล้ตัวเรามากขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่ง เราก็กลายเป็นกองเชียร์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยไม่รู้ตัว และบรรจุข่าวสารเกี่ยวกับความขัดแย้งนั้นเข้าไปในพื้นที่สมองของเรา จนแทบไม่เหลือสมองให้คิดวิเคราะห์เรื่องการงาน

หากยอมรับความจริงว่าคนเรามีแนวโน้มจะมีอารมณ์ร่วมกับข้างใดข้างหนึ่งท่ามกลางความขัดแย้งที่ได้รับรู้รับทราบ และยอมรับว่าความขัดแย้งที่รับรู้รับทราบผ่านสื่อต่างๆ นั้น ส่วนใหญ่เป็นความขัดแย้งที่อยู่ไกลตัว ส่งผลโดยตรงกับตัวเราไม่มากนัก ก็ต้องหาหนทางจำกัดการรับรู้ข่าวสารนั้นให้อยู่ในระดับที่ไม่เบียดเบียนพื้นที่ในสมองของเรามากเกินไป ถ้ารับรู้แล้ว เรายังคิดการงานได้เหมือนปกติ ก็รับรู้เพิ่มเติมได้ แต่ถ้ารับรู้แล้วรู้สึกว่าการงานเหน็ดเหนื่อยมากขึ้น ทั้งๆ ที่ทำงานเหมือนเดิม ต้องอยู่ห่างออนไลน์มากขึ้นอีกนิด เพราะโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เราตีตัวออกห่างได้ไม่ยาก ไม่อยากรับรู้ก็ไม่ดู ไม่ฟัง ไม่อ่านได้ แต่สารพัดเครื่องมือออนไลน์ทั้งหลายนั้นอยู่ใกล้ตัวมาก และต้องใช้ในกิจกรรมหลายอย่างในชีวิตประจำวัน โอกาสที่จะเปิดรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับความขัดแย้งนั้นก็มีมาก ยิ่งเว็บ ยิ่งเครือข่ายสังคมออนไลน์ ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะไม่ใช่แค่กระหน่ำข่าวสารเกี่ยวกับความขัดแย้ง แต่ยังกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ร่วมในกรณีที่เป็นเว็บ เป็นเครือข่ายสังคมที่เชียร์ข้างเดียวกับเรา หรือไม่ก็เกิดอารมณ์หงุดหงิดหากอยู่คนละข้างกับที่เราเชียร์

การหมกมุ่นกับเครือข่ายสังคมส่วนที่มีข่าวสารเกี่ยวกับความขัดแย้งมากเกินไป ไม่เพียงแต่จะลดทอนความสามารถในคิดการงานเท่านั้น แต่ยังจำกัดขอบเขตวิสัยทัศน์ของเราให้แคบลงอย่างมาก ลองสังเกตดูดีๆ จะพบว่าในระหว่างที่ติดอยู่กับกลุ่มเครือข่ายสังคมที่ใส่ใจกับความขัดแย้งเรื่องใดเรื่องหนึ่งสักพัก เราจะหูแคบตาแคบลงไปเยอะ รอบตัวมีเรื่องอื่นเยอะแยะเกิดขึ้น แต่เรากลับไม่รู้เรื่อง เพราะสมองจดจ่ออยู่กับเรื่องเดียวที่กระหน่ำเข้ามาโดยผ่านเครื่องมือออนไลน์ใกล้ตัว

วันใดมีงานสำคัญกับอนาคตของตัวเราที่จะต้องทำให้สำเร็จ ให้ลองลดกิจกรรมออนไลน์ดูสักวันหนึ่ง แล้วลองดูว่าจะคิดปลอดโปร่งขึ้นบ้างหรือไม่