วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปัญหาการบินไทย

ปัจจุบันเครื่องบินแอร์บัส เอ 340-500 จำนวน 4 ลำ ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ยังคงจอดอยู่ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง

และยังไม่มีความชัดเจนว่าการบินไทยจะทำอย่างไร กับเครื่องบินเจ้าปัญหาทั้ง 4 ลำนี้ หลังจากบอร์ดการบินไทยมีมติไม่ขายเครื่องบิน ลำที่ 4 ให้กับบริษัท AVCON Worldwide ซึ่งเสนอซื้อในราคาลำละ 23.5 ล้านดอลลาร์ เพราะเป็นราคาที่ต่ำกว่า Book Value คือ 67.07 ล้านดอลลาร์

แนวทางที่ถูกหยิบยกมาพูดคุยกันคือการนำเครื่องบินทั้ง 4 ลำนี้กลับมาใช้งานอีกครั้ง หลังจากบอร์ดชุดนี้มีมติให้ปลดระวางเครื่องบินทั้ง 4 ลำ เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2555 และมีความเป็นไปได้ที่การบินไทยอาจรื้อฟื้นเส้นทางบินกรุงเทพฯ-นิวยอร์ก หลังจากหยุดให้บริการเมื่อเดือนก.ค.2551 เพื่อจะนำเครื่องบินทั้ง 4 ลำมาให้บริการในเส้นทางนี้... ก็ไม่รู้ว่าการนำเครื่องบินรุ่นนี้กลับมาใช้งานอีกครั้งจะคุ้มค่ามากน้อยเพียงใด แต่อย่างน้อยก็น่าจะดีกว่าการจอดทิ้งไว้เฉยๆ เป็นแน่

ล่าสุดมีข้อเสนอจากเอกชนรายหนึ่งขอซื้อเครื่องบินทั้ง 4 ลำนี้ในวงเงินรวม 100 ล้านดอลลาร์ แม้จะต่ำกว่าราคาตามมูลค่าทางบัญชี แต่ถือเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ เพราะการขายเครื่องบินรุ่นนี้ให้ได้ในราคาตลาดหรือราคาตาม Book Value เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนในภาวะปัจจุบัน...

บอร์ดและผู้บริหารการบินไทยควรต้องเร่งตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับเครื่องบินทั้ง 4 ลำนี้...จะนำกลับมาบินใหม่หรือจะขายก็ว่ากันไป...แต่ถ้ายังจอดต่อไปเรื่อยๆ คงไม่ดีต่อองค์กรเป็นแน่ เพราะผลประกอบการ 6 เดือนแรกยังติดลบอยู่ 155.98 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายค่อนข้างมาก ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3 ยังไม่กระเตื้องเท่าที่ควร

ส่วนช่วงไตรมาส 4 ซึ่งคาดหวังว่าจะเป็นช่วงโกยรายได้ เพราะเป็นช่วง High Season แต่เมื่อเจอกับสถานการณ์ร้อนๆของการเมืองในประเทศ ท่ามกลางสารพัดม็อบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็ไม่รู้ว่าผลประกอบการโดยรวมทั้งปีของการบินไทยจะออกมาอย่างไร

ในช่วงต้นปี 2556 การบินไทยตั้งเป้าหมายกำไรก่อนภาษีและอัตราแลกเปลี่ยนที่ 6,678 ล้านบาท ต่อมาได้ปรับลดเหลือ 4 พันล้านบาท ล่าสุดหลังจากผลประกอบการ 6 เดือนแรกไม่เป็นไปตามเป้าหมาย การบินไทยได้ปรับลดประมาณการกำไรเหลือเพียง 2.9 พันล้านบาทเท่านั้น ก็ไม่รู้ว่าเมื่อผลประกอบการไตรมาส 3 ออกมาจะต้องปรับลดประมาณการใหม่อีกรอบหรือไม่

ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่การบินไทย ระบุว่า ปี 2556-2558 จะเป็นปีที่แย่ที่สุดของการบินไทย เพราะมีภาระหนี้สินสูงที่สุด หากการบินไทยยังไม่เปลี่ยนการดำเนินงานจากที่เคยปฏิบัติมาในอดีตจะอยู่ไม่ได้ และจากการหารือกับอดีต 4 ดีดีการบินไทย คือ พลอากาศเอกประหยัด ดิษยะศริน ร.ต.ท.ฉัตรชัย บุญยะอนันต์ พิสิฐ กุศลาไสยานนท์ และกนก อภิรดี ได้ข้อสรุปตรงกันว่าต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดสายการบินระดับโลกมาวางกลยุทธ์การขายใหม่ๆ เพราะที่ผ่านมาใช้รูปแบบเดิมๆ ไม่เคยคิดนอกกรอบ ขณะที่อุตสาหกรรมการบินเปลี่ยนแปลงไปมาก จึงต้องลงทุนจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาพัฒนา

แนวทางดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น การบินไทยน่าจะทบทวนดูว่า การแต่งตั้งบุคลากรในยุคปัจจุบัน ได้คัดกรองคนเก่งที่มีความสามารถตรงกับสายงานมากน้อยเพียงใด ถ้าการแต่งตั้งในองค์กรยังคงยึดระบบ "เด็กฝาก" หรือคนที่วิ่งเต้นนักการเมือง คนที่วิ่งเต้นผู้หลักผู้ใหญ่ในบอร์ด ซึ่งคนกลุ่มนี้จะมีลักษณะเด่นที่เหมือนกันคือ"ทำงานไม่เป็น" และนี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าหมาย หากยังแก้ไม่ได้หรือไม่คิดจะแก้ ...การจ้างผู้เชี่ยวชาญในวงเงินสูงๆ คงไม่มีประโยชน์อันใด