วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นิรโทษกรรม - กรรมของใคร

มนุษย์และสัตว์บางจำพวกมีความรักความผูกพันเป็นธรรมชาติติดตัว แต่เรื่องน่าเศร้าของมนุษย์เราก็คือ ในขณะที่สัตว์โลกมีสัญชาตญาณ

ในกลับคืนสู่ความเป็นเพื่อนร่วมฝูงหลังการต่อสู้ผ่านไปไม่นานนัก แต่มนุษย์เรากลับใช้เหตุผลและแรงจูงใจมากเกินไป จนทำให้ไม่สามารถก้าวข้าวความขัดแย้งระหว่างกันไปได้อย่างง่ายๆ

มนุษย์ได้เพียงพยายามหาหนทางเพื่อกำจัดความเกลียดชังและเคียดแค้น ป้องกันไม่ให้เกิดเป็นเชื้อปมนำไปสู่วงจรอุบาทว์ของความขัดแย้งและความรุนแรง ด้วยเป้าหมายสุดยอดปรารถนาที่สุดที่เรียกว่า “สมานฉันท์”

ในความเป็นจริงแล้ว หลังเหตุการณ์ความรุนแรงและความโหดร้ายได้ผ่านพ้นไป เป็นเรื่องยากสำหรับ “เหยื่อ” ผู้ประสบเคราะห์ร้ายแต่ละคน ที่จะทำใจและก้าวข้ามความเจ็บปวดหรือความสูญเสียได้อย่างสนิท

เพราะเป็นโศกนาฏกรรมของคนกลุ่มหนึ่งหรือสังคมโดยรวม การจัดการกับความเจ็บปวดในอดีตจึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย และนี่คือบทบาทของสิ่งที่เรียกว่า “สมานฉันท์” ที่จะนำพาสังคมก้าวข้ามไปสู่ชีวิตในอนาคตได้

โดยหลักการแล้ว การสมานฉันท์จะทำหน้าที่สองบทบาท บทบาทแรกในฐานะเป็นกระบวนการหรือกลไก (process) ที่มุ่งเน้นจัดการกับอดีตและบริหารปัจจุบัน เพื่อให้เราสามารถก้าวต่อไปสู่อนาคต ดั่งสุภาษิตจีนที่ว่า ประสบการณ์(ที่ขมขื่น)ในอดีต หากไม่ถูกหลงลืมก็จะนำทาง(เรา)ไปสู่อนาคตได้

ในทางปฏิบัติที่ยอมรับกันทั่วโลก หลายๆ ประเทศเลือกแนวทางที่ให้น้ำหนักและมองการสมานฉันท์เป็นกระบวนการ ซึ่งหลักๆ ก็คือ การทำความจริงให้ปรากฏ การเยียวยา การชดเชย การให้ความยุติธรรม การลงโทษ การขอโทษ ที่ดูเหมือนเป็นเงื่อนไขหนึ่งสองสาม (โดยไม่จำเป็นต้องเรียงตามลำดับและอาจดำเนินการพร้อมๆ กันได้) หากในเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่มีการดำเนินการหรือยังไม่บรรลุ ก็อาจจะส่งผลต่อเงื่อนไขหรือกลไกอื่นๆ ได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้ถือเป็นหลักประกันว่า การดำเนินการตามเส้นแนวนอนหรือตามขั้นตอนกระบวนการนี้ จะนำไปสู่ความปรองดองในท้ายที่สุด

ในอีกบทบาทหนึ่ง การสมานฉันท์จะทำหน้าที่เป็น “เป้าหมาย” โดยเน้นอนาคตเป็นสำคัญ นั่นคือ เราจะทุ่มเทความพยายามทั้งหลายทั้งปวงเพื่อผลักดันให้สังคมก้าวไปสู่ความเป้าหมายของการสมานฉันท์ ภายในชาติ ซึ่งอาจจะต้องแลกกับการลดการจัดการกับ “อดีต” ให้น้อยลง มีดีกรีของการประนีประนอมมากขึ้น หรืออีกนัยหนึ่ง หากสังคมหนึ่งมองการสมานฉันท์เป็นเป้าหมายสำคัญแล้ว สังคมนั้นๆ ก็พร้อมที่จะก้าวข้ามปัจจัยบางประการ (ที่ปรากฏในกระบวนการ) ไม่ให้กลายเป็นเงื่อนไขหรืออุปสรรคจนขยับเขยื้นไม่ได้

ไม่ว่าเราจะให้น้ำหนักกับการเยียวยาอดีตหรือมุ่งหน้าสู่อนาคตมากกว่ากัน และไม่ว่าเราจะมองหรือจะเลือกแนวทางไหน แต่สิ่งที่จะต้องตระหนักก็คือ การสมานฉันท์มีความหลากหลายซับซ้อนเชื่อมโยงหลากหลายมิติทางศาสนา ทางจิตวิทยา ทางกฎหมาย และทางการเมืองเข้าด้วยกัน เพื่อให้สังคมค่อยๆ ก้าวข้ามผ่านอดีตที่ขมขื่นและวงจรแห่งความเกลียดชัง ไปสู่การสมานฉันท์แบบบางๆ ที่ต่างคนต่างอยู่โดยไม่ทำร้ายหรือก่อความรุนแรงให้แก่กัน จนกระทั่งพัฒนาถึงระดับที่สามารถหันมาพูดคุยกันมากขึ้น เชื่อใจมากขึ้น ร่วมมือกันมากขึ้น จนในที่สุดสามัคคีปรองดองเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งก็คือการสมานฉันท์แบบหนานั่นเอง

โดยธรรมชาติแล้ว หลังเหตุการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรงผ่านไป สภาพจิตใจของเหยื่อถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเยียวยาอันเนื่องมาจากความสูญเสียและความเจ็บปวด ซึ่งมิติทางศาสนาและจิตวิทยาจะมีบทบาทสำคัญเพื่อให้เกิดการอภัยขึ้น เรียกว่าเป็นการให้อภัยทางใจที่ไม่สามารถบังคับขู่เข็ญได้และต้องใช้เวลากว่าที่จะสมานแผล (ทางใจ) นี้ได้สนิท

แต่ในขณะเดียวกัน การให้อภัยทางกฎหมายก็กลายเป็นปัจจัยเงื่อนไขหนึ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกสังคมทุกประเทศหากมุ่งหวังที่จะบรรลุการสมานฉันท์ โดยที่รัฐ (ทั้งรัฐบาลและรัฐสภา) สามารถดำเนินการด้วยวิธีการนิรโทษกรรมที่สังคมไทยกำลังพูดถึงอย่างเผ็ดร้อน ณ เวลานี้

โดยหลักการแล้ว การนิรโทษกรรมเกิดจากความคิดที่ว่า ตราบใดที่มนุษย์เรายังมีความทรงจำกับอดีตที่ขมขื่นอยู่จนไม่สามารถสลัดหลุดออกไปได้ หรือที่เราใช้คำว่าปล่อยวางแล้ว โอกาสที่จะเกิดการสมานฉันท์ระหว่างบุคคลหรือในสังคมก็จะยากขึ้น ดังนั้น การนิรโทษกรรมจะมีบทบาทช่วยขับเคลื่อนทำให้สังคมสามารถอยู่กับปัจจุบันและเดินหน้า (move on) ไปสู่อนาคตได้อย่างไม่เจ็บปวด (มากเกินไป)

เพราะเราไม่สามารถทำให้ทุกๆ คนหลงลืมหรือลืมเหตุการณ์ในอดีตได้ หรือทำให้เป็นโรคอัลไซเมอร์ที่ไม่หลงเหลือความทรงจำใดๆ ได้ สังคมจึงจำเป็นต้องอาศัยพึ่งพาการนิรโทษกรรมให้เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้

โดยข้อเท็จจริงแล้ว การนิรโทษกรรมเป็นเครื่องมือที่ต้องอาศัยการประนีประนอม (ทางการเมือง) และมาตรการทางกฎหมาย เพื่อยกเลิกหรือยกเว้นโทษอาญาที่เกิดจากความผิดในอดีต ทั้งนี้ การจะพิจารณาตัดสินใจเลือกรูปแบบของการนิรโทษกรรมก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ ประการ และขึ้นอยู่กับว่าให้น้ำหนักหรือมองการสมานฉันท์ในแบบใด และรูปแบบที่เหมาะสมจะมีผลอย่างมากต่อความสำเร็จของการสมานฉันท์ในอนาคต

แต่ใครจะนึกว่า การเสนอและพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯที่เราเรียกว่าฉบับ “เหมาเข่ง” นี้ จะก่อให้เกิดกระแสการคัดค้านไปทั่วแผ่นดิน เหมือนโยนไม้ขีดก้านเล็กๆ เข้าสู่กองฟืนที่ (บังเอิญ) เปียกน้ำมัน จนลุกลามเป็นโดมิโนขยายวงกว้างยากจะดับได้

หากพิจารณาเนื้อหาสาระบนหน้าเสื่อแล้ว ดูเหมือนว่า ร่างกฎหมายฉบับ “เหมาเข่ง” นี้ จะเข้าข่ายในแนวทางที่สองที่มุ่งเป้าหมายเพื่อการสมานฉันท์ โดยไม่ประสงค์ที่จะรื้อฟื้นหาตะเข็บและดำเนินการตามกระบวนการ (สมานฉันท์) มากไปกว่านี้ และเมื่อพิจารณาศัพท์แสงของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรในช่วงร้อนแรงนี้ จะเห็นว่าเน้นพูดคำว่า “อนาคต” หลายต่อหลายครั้ง

โทนเสียงของอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 คนนี้ดูเหมือนพยายามทำให้สังคมไทยเห็นว่า “ทุกอย่างเลิก และเริ่มต้นกันให้ถูกต้อง Set Zero แล้วเดินหน้า…ถ้ามัวแต่อยู่กับแต่ข้างหลัง อยู่กับอดีตไม่อยู่กับอนาคต ไม่มีทางเป็นไปได้” และเชื่อมั่นว่า การนิรโทษกรรมแบบ “เหมาเข่ง” นี้ “เป็นแนวทางที่ Set Zero คิดว่าเป็นแนวทางที่ทำให้บ้านเมืองกลับมาดี”

ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า คุณทักษิณมีเจตนารมณ์ตามคำพูดจริงแท้มากน้อยแค่ไหน แต่กับกระแสการต่อต้าน ณ เวลานี้ที่สะท้อนถึงการคำนวณที่ผิดพลาด(?) อาจเรียกได้ว่า การเลือกแนวทาง “เหมาเข่ง” เป็นการยิงเข้าประตูตัวเองที่ราคาแพงมากที่สุดในชีวิตของอดีตผู้นำคนนี้ก็เป็นได้(?)

โดยหลักการแล้ว การนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง (blanket amnesty) มีหลักการง่ายๆ ว่า จะไม่มีสองมาตรฐานหรือเลือกที่รักมักที่ชัง ทุกคนทุกฝ่าย (จะ) ได้รับผลพลอยได้และพ้นจากความผิดเหมือนกันหมด กล่าวได้ว่า การนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งนี้ถือเป็นถือเป็นรูปแบบที่ง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อน สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและใช้เวลาน้อย เมื่อเทียบกับการนิรโทษกรรมในรูปแบบอื่นๆ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ถือเป็นแนวทางที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก เชื่อว่าเป็นแนวทางที่ละเลยหลักมนุษยธรรมและเป็นการสร้างวัฒนธรรมที่ผิดเพี้ยนที่ทำให้คนผิดลอยนวล

มีตัวอย่างในหลายๆ ประเทศที่สังคมการเมืองไทยสามารถเรียนรู้เพื่อหลีกเลี่ยง (หากจะก่อให้เกิดผลเสียหาย) และเพื่อเจริญรอยตาม (หากก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการสมานฉันท์ของคนในประเทศได้) ดังนี้

หนึ่ง ต้องถือว่าชื่อเสีย(ง)ของนายพลอูกุสโต ปิโนเชต์ผู้ทำรัฐประหารยึดอำนาจชิลีเมื่อสี่ทศวรรษก่อนและดำเนินนโยบายปราบปรามฝ่ายตรงข้ามอย่างโหดร้ายทารุณจนทำให้ได้รับความสนใจไปทั่วโลก ถึงแม้จะมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งในความผิดที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตและหายสาบสูญร่วมสามพันคน แต่กฎหมายนิรโทษกรรมดังกล่าวก็ไม่ได้มีผลบังคับใช้ในต่างแดนด้วย ดังนั้น เมื่อเดินทางไปรักษาตัวที่ลอนดอน นายพลปิโนเช่ต์จึงถูกทางการอังกฤษอาศัยเขตอำนาจสากล (universal jurisdiction) จับกุมตามหมายศาลสเปน (เนื่องจากมีพลเรือนของสเปนเสียชีวิตภายใต้เผด็จการทหารด้วย) และถูกกักบริเวณเป็นเวลากว่า 2 ปี เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ไม่มีใครที่จะสามารถรอดพ้นจากความผิดฐานละเมิดหลักมนุษยธรรมขั้นเลวร้ายที่สุดไปได้อย่างถาวรถึงแม้จะมีการนิรโทษกรรมไปแล้วก็ตาม

เพราะฉะนั้นแล้ว ไม่ว่ากฎหมายนิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่งหรือฉบับไหนๆ จะมีผลบังคับใช้ ก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้สั่งการ(ตัวจริง)ที่เป็นต้นเหตุนำไปสู่การเสียชีวิตของนักข่าวชาวญี่ปุ่นและอิตาลีในช่วงเหตุการณ์ความรุนแรงจะเป็นอิสระจากความผิดนั้นๆ อย่างถาวรหรือครอบคลุมทั่วโลก ในอนาคต อาจจะเป็นไปได้ว่า ศาลหรือรัฐบาลของญี่ปุ่นและอิตาลีจะอาศัยหลักเขตอำนาจสากลเพื่อดำเนินการตามกฎหมายยุติธรรมที่ว่า คนผิด(จริง)ต้องถูกลงโทษ(จริง)

สอง มีหลายๆ ประเทศในแอฟริกาที่เลือกแนวทางการนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งเหมือนเช่นกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา แต่กรณีของแอฟริกาใต้ถือว่าน่าสนใจเป็นที่สุดด้วยความเป็นประเทศที่เคยดำเนินนโยบายเหยียดผิวสุดโต่งหรือเข้มข้นที่สุด

ถึงแม้ว่า ภารกิจหลักของเนลสัน แมนเดลล่าภายหลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำผิวดำคนแรกของแอฟริกาใต้ก็คือการสร้างความสมานฉันท์ระหว่างคนผิวดำและผิวขาว แต่ด้วยเหตุผลความจำเป็นที่ต้องประนีประนอมทางการเมือง จึงทำให้แมนเดลล่าไม่สามารถยึดแนวทางของ “นูเรมเบิร์กโมเดล” ที่ต้องมีการไต่สวนนำเอาคนผิดมาลงโทษอย่างถึงที่สุดได้ เพราะจะยิ่งทำให้คนผิวขาวเกิดความกลัวและยิ่งต่อต้านมากขึ้น ขณะเดียวกัน ตัวแมนเดลล่าเองก็มีโอกาสต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอีกรอบในฐานะผู้ก่อการร้าย (ตามภาษาของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ) ในอีกด้านหนึ่ง ก็ไม่อาจจะยอมรับการนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งตามความต้องการของอดีตผู้นำผิวขาวได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า คนในครอบครัวของแมนเดลล่าก็ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงนี้ด้วย ที่สำคัญก็คือจะต้องถูกต่อต้านอย่างหนักจากคนผิวดำและนานาประเทศ

สุดท้ายแล้ว แมนเดลล่าเลือกทางนิรโทษกรรมแบบมีเงื่อนไข (conditional amnesty) นั่นคือ บุคคลที่อยู่ในข่ายจะได้รับการนิรโทษกรรม ต้องยอมเปิดเผยข้อมูลและสารภาพความผิดที่ได้กระทำเพื่อแลกกับการได้รับพิจารณาเป็นอิสระจากความผิดทั้งหลาย กรณีของแอฟริกาใต้ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การประนีประนอมระหว่างหลักการ (principle) และหลักความเป็นจริงในทางปฏิบัติ (practical) ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นเสมอสำหรับการสมานฉันท์

สาม ในกรณีของปากีสถานนั้น ดูเหมือนจะเทียบเคียงกับกรณีของประเทศไทยได้ใกล้เคียงที่สุด ณ เวลานี้ กล่าวคือ รัฐบาลทหารได้ออกกฎหมายว่าด้วยการสมานฉันท์แห่งชาติในปี 2550 ให้นิรโทษกรรมความผิด (โดยเฉพาะแก่บรรดานักการเมืองทั้งหลาย) ที่เกี่ยวเนื่องกับคดีการคอร์รัปชัน การยักยอกเงิน การฟอกเงิน การฆาตกรรมและการก่อการร้ายในช่วงที่ประเทศอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก (2529-2542) โดยเป้าหมายหลักๆ ก็คือการนิรโทษกรรมให้อดีตนายกรัฐมนตรีเบนาซีร์ บุตโตที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาคอร์รัปชัน พร้อมทั้งเปิดทางให้เดินทางกลับประเทศหลังจากที่ต้องลี้ภัยอยู่ในดูไบมานานกว่า 8 ปี ด้านหนึ่ง (อ้างว่า) เพื่อเปิดทางไปสู่การสมานฉันท์ของชาติ และอีกด้านหนึ่ง (เชื่อว่า) เพื่อเป็นการประนีประนอมระหว่างบุตโตกับนายพลเปอร์เวซ มูชาร์ราฟ (ผู้นำประเทศ) ที่ต้องการเสียงสนับสนุนทางการเมืองจากนางบุตโตเป็นการแลกเปลี่ยน

แต่หลังจากกลับมาสู่มาติภูมิได้เพียงสองเดือน นางบุตโตก็ถูกระเบิดลอบสังหารเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก จบสิ้นชีวิตของผู้นำหญิงคนแรกของประเทศไปอย่างน่าเศร้า ในขณะที่กฎหมายนิรโทษกรรมดังกล่าวก็ถูกศาลฎีกา (ซึ่งก็คือศาลรัฐธรรมนูญ) พิพากษาตัดสินในปี 2552 ว่าขัดกับรัฐธรรมนูญของประเทศมีผลทำให้ตกไป ส่วนนายพลมูชาร์ราฟเองหลังจากต้องหลุดพ้นจากวงจรแห่งอำนาจ ก็ต้องลี้ภัยในต่างแดนถึง 4 ปีและเมื่อกลับคืนสู่ประเทศ ก็ถูกจับกุมและถูกกักบริเวณ

สี่ กรณีของประเทศเนปาลที่ประสบภัยกับทศวรรษแห่งสงครามการเมืองจนกระทั่งพลพรรคคอมมิวนิสต์ชนะศึกและในท้ายที่สุดนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองการเมืองในปี 2551 จะเห็นได้ว่า ตลอดเวลา 7 ปีที่ผ่านนับตั้งแต่การยุติสงครามการเมืองที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 16,000 คน ก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ในกระบวนการยุติธรรมที่เป็นรูปธรรมเพื่อเปิดทางไปสู่การสมานฉันท์อย่างแท้จริง ถึงแม้ว่าล่าสุดในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกกฎหมายจัดตั้งคณะกรรมาธิการว่าด้วยความจริงและการสมานฉันท์ตามโมเดลของแอฟริกาใต้ แต่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งระงับด้วยเกรงว่า กฎหมายดังกล่าวอาจจะนำไปสู่การนิรโทษกรรม (แบบเหมาเข่ง) ทำให้บรรดาผู้สั่งการรอดพ้นจากความผิดได้ เวลาจะเป็นเครื่องช่วยพิสูจน์ว่า ผลคำพิพากษาดังกล่าวถือเป็นการตัดไฟเสียแต่ต้นลมหรือตีตนไปก่อนไข้กันแน่

กล่าวโดยสรุปแล้ว ตราบใดที่สังคมปรารถนาการสมานฉันท์แล้ว ตราบนั้น สังคมก็ต้องการการนิรโทษกรรมเป็นเครื่องมือหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กรณีศึกษาในต่างประเทศข้างต้นน่าจะเป็นประโยชน์แก่สังคมไทยบ้าง ในการพิจารณาว่า ถึงที่สุดแล้ว เราควรจะเลือกเดินตามแนวทางไหนดี