ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย เหมาเข่ง ยกประโยชน์ย้อนหลังถึงปี 2547 ที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
พยายามบอกปัดว่า เป็นการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติไม่เกี่ยวกับรัฐบาล เพื่อการเดินหน้าของประเทศ และการปรองดองของคนในชาติ กลายเป็นตัว "เรียกแขก" ทั้งฝ่ายหนุนและฝ่ายต้าน แถมด้วยฝ่ายที่เคยเฉยๆ ยังออกมาต้าน ครบถ้วนทั่วทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ กลุ่มนักธุรกิจ คนทำงาน ประชาชนทั่วไป จนกระทั่งคนในพรรคเพื่อไทยเอง ก็ออกมายอมรับว่าประเมินสถานการณ์ผิดพลาด จะให้ ส.ส. ชี้แจงข้อเท็จจริงในพื้นที่ ทั้งๆ ที่ก็รู้ดีว่า ชี้แจงไปก็ไม่มีใครฟัง เพราะแต่ละคนเขาสามารถคิดเองได้จากข้อมูลที่ได้รับทราบ ผ่านการกระทำของพรรคเพื่อไทย ต่อการโหวตผ่านร่างสุดซอยของเช้ามืดวันที่ 31 ตุลาคม 2556
แรงต้านยิ่งทวีความรุนแรง กระแสไม่เอา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ขยายวงไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุผลต่างๆ กัน ฝ่ายนักธุรกิจ ฝ่ายนักวิชาการ คณาจารย์ นักเรียน นักศึกษาบางกลุ่มต่อต้านคัดค้าน โดยชูประเด็นการทุจริตคอร์รัปชันที่เหมารวมอยู่ในร่าง พ.ร.บ.เหมาเข่งเป็นการสร้างมาตรฐานที่ไม่ถูกต้องขึ้นในสังคมไทย เพราะจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าการทุจริตคอร์รัปชันมิใช่สิ่งร้ายแรง และในท้ายที่สุดก็สามารถหลุดพ้นจากความรับผิดได้ด้วยการนิรโทษกรรมการกระทำความผิด ซึ่งถ้อยคำเหล่านี้มาจากแถลงการณ์ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย สอดคล้องไปกับข้อเรียกร้องของเหล่านักธุรกิจสีขาวต่างๆ
ขณะที่คณะผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงเรียกร้องให้วุฒิสภา ซึ่งต้องเป็นผู้พิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญยับยั้งร่างกฎหมายนิรโทษกรรมไว้ก่อน และส่งร่างฉบับนี้คืนไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาทบทวนใหม่ โดยให้เหตุผลอย่างครอบคลุมถึงการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ฉบับสุดซอย ไม่เป็นไปตามที่คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ได้ให้แนวทางเรื่องการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ไว้ว่า "ไม่สามารถดำเนินการโดยปราศจากขอบเขต แต่ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรมและมาตรฐานที่เป็นสากล" รวมทั้ง "จะต้องไม่ใช่การนิรโทษกรรมตนเอง หรือการนิรโทษกรรมแบบครอบคลุมเป็นการทั่วไป หรือครอบคลุมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยปราศจากเงื่อนไข"
ตามมาด้วย สถาบันการศึกษาอีกหลายแห่ง ที่ออกแถลงการณ์ต้านทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมทั้งการออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้ทำสิ่งที่ถูกต้อง บางแห่งประกาศหยุดการเรียนการสอน เปิดให้บุคลากรแสดงพลังค้าน จนกระทั่งนายกรัฐมนตรีต้องออกมาประกาศถอย โยนลูกให้วุฒิสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย โดยอิสระ เมื่อเวลา 12.30 น. ของวันที่ 5 พฤศจิกายน 2556 การประกาศถอยของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เรียกได้ว่ามาช้า ค่อนข้างจะสายเกินเหตุการณ์ และไม่เป็นผลดีทางการเมือง เป็นแต่ระงับเหตุชั่วคราว จากวันก่อนหน้ายังแสดงความมุ่งมั่นจะเดินหน้าต่อ เพื่อนำไปสู่ความปรองดองของคนในชาติ ท่ามกลางความรู้สึกที่รับรู้ได้ของคนทั่วไป ไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิชาการผู้รู้ นักธุรกิจผู้คลุกคลีวงใน หรือนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ ก็อ่านสถานการณ์ออก ว่า พรรคเพื่อไทยเดินเกมพลาดมหันต์ เล่นการเมืองจนไม่ฟังเสียงใคร นึกว่าครองเสียงข้างมากไว้ในมือแล้วจะสั่งซ้ายหัน ขวาหันต่อ ส.ส.ลูกพรรคอย่างไรก็ได้ ซึ่งก็ได้จริงๆ แต่ลืมประเมินไปว่าต่อให้มีอำนาจยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ไม่สามารถสั่งประชาชนทั้งประเทศได้ เพราะว่าประเทศนี้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ประชาชน คือ เจ้าของอำนาจที่แท้จริง การถอยของรัฐบาลครั้งนี้ ตามมาด้วยการประกาศคว่ำร่าง พ.ร.บ.จากฝั่งวุฒิสภา
การเดินเกมผิดของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ทำให้รัฐบาลอาจจะเสียหน้า เสียรังวัดไปพอสมควร แถมด้วยการสูญเสียที่มีคุณค่ามากกว่านั้น คือ สูญเสียความไว้วางใจแก่กลุ่มที่เคยสนับสนุน ไม่ว่าจะออกหน้าหรือไม่ ทั้งนักวิชาการและมวลชนอิสระบางกลุ่ม แต่สิ่งที่ประชาชนได้มาจากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ คือ ได้รู้ธาตุแท้ของนักการเมือง ไม่ว่าจะสังกัดใด ฝ่ายไหน ต่างคงความเป็นนักการเมืองที่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเป็นที่ตั้ง และพลังของประชาชน จะยังเป็นพลังอันศักดิ์สิทธิ์ ที่กำหนดทิศทางของประเทศได้ หากรวมตัวรวมพลังกันทำจริงๆ






