กรณีการออกมาคัดค้าน ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิด เนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง
การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. ....ของคนกลุ่มต่างๆ นอกจากนักการเมืองแล้ว ยังมีกลุ่มองค์กรและประชาชนทั่วไป ซึ่งหากประเมินกระแสการคัดค้านไม่เห็นด้วยต่อร่างกฎหมายฉบับนี้ ถือว่าเป็นไปอย่างกว้างขวางและขยายวงกว้างออกไปมากกว่าครั้งก่อน ยิ่งกว่านั้น ปรากฏการณ์ต่อต้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับ "สุดซอย" เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน และเป็นไปอย่างพร้อมเพรียงในยุคโซเชียลมีเดีย
ความคิดที่ปรากฏอยู่ในถ้อยแถลง หรือความเห็นของคนที่ต่อต้านร่างกฎหมายดังกล่าว มีใจความง่ายๆ คือ "ไม่เอานิรโทษ" ซึ่งเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นร่วมกันของกระแสการต่อต้านในครั้งนี้ ส่วนเหตุผลของการคัดค้านนั้น ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละกลุ่มแต่ละบุคคลมีเหตุผลของตัวเองว่าเหตุใดไม่เห็นด้วย แต่ใจความหลัก คือ "ไม่เอานิรโทษ" ซึ่งเป็นคำง่ายๆ ที่ทรงพลังอย่างมาก เมื่อเกิดขึ้นในสถานการณ์ขณะนี้ เนื่องจากคำนี้มาจากสามัญสำนึกธรรมดาของคนทั่วไป ที่เข้าใจว่าหากร่างกฎหมายมีผลบังคับใช้ นักการเมืองที่ทำผิดจะพ้นผิดทุกคดีความ
กระแสต่อต้านของประชาชนทั่วไปที่เกิดขึ้นในวงกว้างนั้น จะเห็นได้ว่าเกิดขึ้นก่อนที่จะมีคำอธิบายเชิงกฎหมายหรือทางวิชาการใดๆ จากผู้รู้หรือนักวิชาการ เนื่องจากร่างกฎหมายฉบับนี้ได้กระทบความรู้สึกของประชาชน หรือที่เรียกว่า "สามัญสำนึก" อย่างรุนแรง โดยสามัญสำนึกทั่วไปที่ทุกคนมีอยู่ในตัวเองระดับพื้นฐานสำหรับคนปกติทั่วไป คือ ความเชื่อที่ว่ามีการกระทำบางอย่างที่เรา "ควร-ไม่ควร" กระทำ ซึ่งบางอย่างไม่ได้มีกำหนดไว้ตัวบทกฎหมาย แต่เป็นเรื่องประพฤติปฏิบัติที่คนในสังคมเห็นว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสม
อันที่จริง ความ "ผิด-ถูก" ในระดับสามัญสำนึกนั้น ถือว่าเป็นจุดพื้นฐานที่สุด ที่ทุกคนเห็นว่าไม่อาจให้อภัยได้เด็ดขาด หากมีพฤติกรรมหรือการกระทำที่เลยจุดนี้ไป และความ "ผิด-ถูก" พื้นฐานนี้เองที่ทำให้สังคมอยู่ร่วมกันได้ ดังนั้น สิ่งที่เรียกว่าสามัญสำนึกอาจไม่จำเป็นต้องกำหนดไว้เป็นตัวบทกฎหมาย หรือ เป็นกฎระเบียบที่บังคับให้คนต้องกระทำ ซึ่งบางกรณี สามัญสำนึกจึงยิ่งใหญ่กว่าเรื่องตัวบทกฎหมายหรือความชอบธรรมบางอย่าง เช่น อำนาจมาจากการเลือกตั้ง หากกระทำผิดสามัญสำนึก คนก็มักจะเห็นว่า "มันมากเกินไป"
ดังนั้น กระแสต่อต้านในครั้งนี้ รัฐบาลหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางฝ่าย ไม่จำเป็นต้องไปหาเบื้องหน้าเบื้องหลังทางการเมืองให้เสียเวลา เพราะว่ายิ่งหาก็ยิ่งสับสน แต่สาเหตุเป็นเพราะมีการละเมิด "สามัญสำนึก" ของคนธรรมดาทั่วไป ที่เห็นว่าผู้ที่ยังมีความผิดติดตัว กำลังจะออกกฎหมายล้มล้างความผิดให้กับตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างกฎหมาย "ฉบับสุดซอย" ที่มีการเข้าใจว่าจะทำให้นักการเมือง ซึ่งประชาชนเริ่มเบื่อหน่ายอย่างมากในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันและมีคดีติดตัวนั้น พ้นความผิด ไปด้วย
เราเห็นใจ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี อย่างมาก ที่ออกมาแถลงถึงกระบวนการ สร้างความปรองดองของรัฐบาล และขั้นตอนที่ถูกต้องตามตัวบทกฎหมายในระบอบประชาธิปไตย โดยไม่เข้าใจว่ากระแสการต่อต้านขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องความชอบธรรมทางการเมืองในระบบเลือกตั้ง แต่เป็นเรื่องของการกระทำผิดต่อสามัญสำนึกของคนทั่วไปที่คนรู้สึกได้ เราเห็นว่า หากรัฐบาลไม่รีบหาทางออกที่ดี เราเชื่อว่า สถานการณ์จะเข้าขั้นวิกฤติมากขึ้น เพราะว่ากำลังเล่นอยู่กับความรู้สึกของคนที่เห็นว่าเรื่องนี้ "ยอมไม่ได้"









