วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

The Great Divergence : The Rest vs The West (20)

เราได้เคยอภิปรายมาพอสมควรว่าเอกลักษณ์สำคัญของภูมิภาคละตินอเมริกาคือการกระจุกตัวของความมั่งคั่ง

ความไม่เท่าเทียมกันในรายได้และประเทศในภูมิภาคนี้มีสถิติของวิกฤติทางเศรษฐกิจและการเงินทุกรูปแบบขึ้นๆ ลงๆ สามวันดีสี่วันไข้ เป็นภูมิภาคที่มีสถิติการเบี้ยวหนี้ทั้งจำนวนครั้งและเวลามากที่สุดในโลกในช่วงประมาณ 200 ปีที่ผ่านมา เคยมีเงินเฟ้อระดับ 3-4 พันเปอร์เซ็นต์ต่อปี ถ้าเทียบกับของไทยทำให้สามารถพูดได้ว่า สำหรับชีวิตทางเศรษฐกิจประเทศไทยน่าอยู่กว่าเยอะ

ในเรื่องความไม่เสมอภาคในรายได้และทรัพย์สินของละตินอเมริกา ปรากฏการณ์นี้เหนียวแน่นมั่นคง ในกรณีของอเมริกาเหนือ ประวัติศาสตร์ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาและแคนาดามีความเสมอภาคทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองมากกว่าประเทศในละตินอเมริกาอย่างเทียบกันไม่ได้ แต่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ สหรัฐอเมริกาเองในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ผลของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ทำให้แรงงานไร้ทักษะฝีมือเสียเปรียบรวมทั้งระบบตอบแทนผู้บริหารบริษัทที่สูงมาก และโครงสร้างภาษี ความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจในสหรัฐได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ

ความไม่เท่าเทียมกันในรายได้และทรัพย์สินในกลุ่มประเทศละตินอเมริกานั้นสะท้อนให้เห็นได้จากประวัติศาสตร์หรือวิวัฒนาการของรูปแบบและโครงสร้างภาษี ที่มีลักษณะเด่นเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครเช่นกัน โดยเฉพาะต่างกับอเมริกาเหนือค่อนข้างมาก ประเทศกลุ่มละตินอเมริกาเกือบทั้งหมด จัดอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับกลางและระดับบน คือมีรายได้ต่อหัวสูงกว่า 5,000 ดอลลาร์ขึ้นไปเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่แปลกก็คือประเทศเหล่านี้เก็บภาษีได้ต่ำกว่าที่ควรจะเก็บได้ เมื่อคำนึงถึงรายได้ต่อหัว มีการศึกษาในเชิงประจักษ์ ที่พบว่า รายได้ภาษีต่อ GDP ของประเทศรายได้ระดับกลาง จะมีช่วงค่าเฉลี่ยร้อยละ 17.1 ถึง 18.2 ประเทศกลุ่ม OECD ซึ่งมีรายได้สูง จะอยู่ที่ช่วงค่าเฉลี่ยร้อยละ 25.6 ถึง 37.9

ตั้งแต่ ค.ศ.1870 เป็นต้นมา ประเทศในละตินอเมริกาเติบโตได้ดีเหมือนในอเมริกาเหนือ ผ่านการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศ แต่ที่แปลกมากเมื่อพูดถึงเรื่องภาษีในช่วงเวลาร้อยปีที่ผ่านมา เมื่อรายได้สูงขึ้น เราคาดหวังว่าประเทศโดยทั่วไปจะเก็บภาษีจากฐานรายได้ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็เป็นจริงสำหรับอเมริกาและแคนาดาและภาษีต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้น แต่ในกรณีของละตินอเมริกาไม่เป็นเช่นนั้น สำหรับกลุ่มประเทศนี้ภาระทางด้านภาษี (Tax Burden) ต่ำอย่างน่าประหลาดใจ ลักษณะเด่นของกลุ่มประเทศนี้อีกประการหนึ่งซึ่งก็แตกต่างจากอเมริกาเหนือก็คือประเทศกลุ่มละตินอเมริกามีระบบรัฐบาลส่วนกลางที่รวมศูนย์สูงมาก ทั้งในด้านภาษีและการใช้จ่าย แทบไม่น่าเชื่อว่า ภาษีต่อ GDP ของประเทศ MBA คือ Mexico Brazil และ Argentina อยู่ในระดับแค่ 4-11% ในช่วง 70 ปี คือ ค.ศ. 1900-1970 เพียงแค่ไม่นานมานี้เองที่ Tax/GDP Ratio เขยิบขึ้นมาระดับ 15 และ 30% กรณีของ Mexico และ Chile ตามลำดับ

แต่ไหนแต่ไรมาละตินอเมริกาเป็นภูมิภาคที่โด่งดังมากเรื่องการมีอัตรา Tariff ที่สูงมากๆ สูงกว่าเอเชียหลายเท่า โดยเฉพาะในช่วงโลกาภิวัตน์ศตวรรษที่ 19 อเมริกาเหนืออาจจะมีช่วงในอดีตที่เก็บ Tariff หรืออัตราพิกัดศุลกากรในอัตราที่สูง เพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมให้สู้กับอังกฤษหรือประเทศในยุโรปได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปในด้านโครงสร้างภาษี สหรัฐอเมริกาไม่ได้ยึดติดพึ่งแต่รายได้จากการค้าภายในประเทศและระหว่างประเทศ เหมือนที่เกิดขึ้นกับกลุ่มประเทศละตินอเมริกาโดยเปรียบเทียบประเทศกลุ่มละตินอเมริกา นอกจากภาระภาษีหรือ Tax/GDP Ratio จะต่ำกว่าที่ควรเป็นแล้ว ประเทศเหล่านี้พึ่งภาษีที่เก็บจากการค้าสูงมาก และเก็บภาษีจากฐานรายได้ต่ำมากทั้งๆ ที่เป็นประเทศกำลังพัฒนากลุ่มรายได้สูง

นักวิชาการพบว่า ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนารายได้สูงโดยเฉลี่ยจะเก็บภาษีจากฐานรายได้ประมาณร้อยละ 36 แต่ในกรณีของละตินอเมริกาเก็บได้เพียงร้อยละ 25 ซ้ำร้ายกว่านั้นเพียงร้อยละ 6 มาจากภาษีที่เก็บจากบุคคลธรรมดา อีกร้อยละ 19 จากนิติบุคคล ในช่วงปี ค.ศ.1998-2003 ขณะที่อเมริกาและแคนาดาเก็บภาษีจากฐานรายได้ประมาณร้อยละ 60 และภาษีการค้าประมาณเฉลี่ยร้อยละ 10 กลุ่ม MBA ของละตินอเมริกาเก็บจากฐานรายได้เฉลี่ยร้อยละ 27 เท่านั้น ขณะที่ฐานภาษีที่เก็บจากการค้าภายในประเทศอยู่ระหว่างร้อยละ 30-45

ค่อนข้างชัดเจนว่าละตินอเมริกาไม่ให้ความสำคัญกับระบบภาษีก้าวหน้าที่ต้องเก็บจากฐานรายได้ โดยที่รายได้สูงเสียภาษีในอัตราที่สูง การไปเน้นภาษีการค้า การบริโภค มีลักษณะที่ช่วยคนรวยแต่เก็บภาษีจากคนจน ทั้งหมดนี้ทำให้การกระจายรายได้ยิ่งเลวลง มันแสดงออกค่อนข้างชัดเจนว่าชนชั้นผู้มีอำนาจซึ่งเป็นพวกอนุรักษนิยมมีบทบาทในการออกแบบโครงสร้างภาษีที่เป็นอยู่

ประวัติศาสตร์ของละตินอเมริกาเป็นประวัติศาสตร์ของรัฐรวมศูนย์ที่สูงมาก คอร์รัปชันมีอยู่ดาษดื่น รัฐบาลท้องถิ่นอ่อนแอ มีบทบาทน้อยทั้งทางด้านภาษีและการใช้จ่าย มีผลทำให้ภูมิภาคและท้องถิ่นขาดการพัฒนาเมื่อเทียบกับระบบของสหรัฐอเมริกาที่มีการกระจายอำนาจ ในกรณีของละตินอเมริการะบบการเมืองแบบประชาธิปไตยเปราะบาง ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน การใช้จ่ายเพื่อสาธารณูปโภค โรงเรียนหรือการศึกษาไม่ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงเหมือนกรณีของอเมริกาเหนือ ปัญหาของละตินอเมริกาวันนี้เป็นผลพวงของวิวัฒนาการทางด้านสถาบันที่ขาดคุณภาพ ย้อนกลับไปหลายร้อยปี

ในอดีตปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคที่มีมาตลอดหลังสงคราม นอกเหนือจากการที่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศขาดประสิทธิภาพ อันเนื่องมาจากนโยบายการคุ้มครอง ปกป้องธุรกิจอุตสาหกรรมภายในประเทศที่ส่งเสริมการผูกขาดมากกว่าการแข่งขันแล้วการเมืองแบบประชานิยมที่ฝังรากลึกตั้งแต่ทศวรรษ 1930 เป็นต้นมา ส่งผลให้รัฐบาลของประเทศในภูมิภาคนี้เกือบทั้งหมดเก็บภาษีได้น้อย ใช้จ่ายเกินตัว ขาดวินัยทางการคลัง รัฐบาลและประเทศเสพติดกับการกู้เงินทั้งในและต่างประเทศ ละตินอเมริกามีเงินออมภายในประเทศที่ต่ำกว่าเอเชียมากมาโดยตลอด โดยเฉลี่ยการสะสมทุนก็อยู่ในระดับต่ำ

เป็นที่น่าแปลกใจว่าประเทศเหล่านี้แม้จะมีประวัติล้มลุกคลุกคลานจากการผิดนัดชำระหนี้มาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 เรื่อยมาจนถึงทศวรรษ 2000 ก็ยังมีประเทศเจ้าหนี้จากโลกตะวันตกทั้งหลายไม่มีบทเรียนจากอดีต แต่ปล่อยกู้ให้กับประเทศกลุ่ม MBA ต่อเนื่องมายาวนาน แล้วก็โดนเบี้ยวหนี้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า