ถ้ารัฐบาลและพรรคเพื่อไทย ยังไม่สำนึกถึงความอัปยศ ของการรวบรัดตัดความ ลงมติผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม สุดซอย
เมื่อเห็นภาพของประชาชนทุกสาขาวิชาชีพ ออกมาต่อต้านกันอย่างร้อนแรงขนาดนี้ ก็เตรียมถูกขับไล่จากอำนาจได้
เพราะเสียงส่วนใหญ่ในสภาไม่สามารถทำให้สิ่งที่ผิดกลายเป็นสิ่งที่ถูก
และคนไทยได้พิสูจน์แล้วว่า เมื่อถึงคราวที่จะต้องปกปักรักษาความเป็นประเทศ ไม่ให้ตกอยู่ในอุ้งมือของ "โจรปล้นชาติ" คนไทยก็ “เลิกเฉย” และลุกขึ้นมาแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ในการต่อต้านอย่างเด็ดขาดชัดเจน
อะไรเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่ทำให้ผู้คนมารวมตัวกันทั้งกลางถนนและบน social media เพื่อต่อต้านคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้?
ไม่ใช่เรื่องให้คนที่แสดงความเห็นทางการเมืองที่ขัดแย้งพ้นผิด ไม่ใช่ไม่ยอมลืมความหลังที่สร้างความร้าวฉานในชาติ
แต่ประเด็นหลัก คือ การที่กฎหมายฉบับนี้ยอมล้างผิดให้กับคนฉ้อฉลโกงกินบ้านเมือง ซึ่งไม่มีสังคมใดในโลกจะยอมได้
รัฐบาลและพรรคเพื่อไทย ประเมินความรู้สึกของคนไทยต่อเรื่องนี้ต่ำไป หรืออาจจะเชื่อโพลล์หลายๆ สำนัก ที่เคยบอกว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยเห็นเรื่องโกงกินเป็นเรื่องยอมรับได้ หากพวกเขาได้ประโยชน์ด้วย
นั่นเป็นค่านิยมเฉพาะนักการเมืองบางกลุ่มบางเหล่าเท่านั้น
แต่การแสดงออกของคนไทยทั่วทุกสารทิศ ที่ไม่ยอมรับกฎหมายนิรโทษกรรม “เหมาเข่ง” นั้น ย่อมตอกย้ำความจริงที่ว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังมีสำนึกต่อชาติบ้านเมืองอย่างเต็มเปี่ยม
จะนิรโทษกรรมให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ สุเทพ เทือกสุบรรณ ทำไม ในเมื่อเขาทั้งสองพร้อมจะขึ้นศาลเพื่อพิสูจน์ความจริง และคนไทยก็ต้องการจะให้กระบวนการยุติธรรมตัดสินว่าใครคือ “ฆาตกร” กันแน่?
ดังนั้น คนส่วนใหญ่จึงเชื่อว่าการที่พรรคเพื่อไทย ผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างเร่งรีบและน่าเกลียดเช่นนั้น ก็เพื่อจะล้างความผิดทุกอย่างของ ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น
พวกเขาไม่ได้เรียนรู้เลยหรือว่า เหตุผลสำคัญที่มีการลุกขึ้นต่อต้านทักษิณ อย่างกว้างขวางคราวก่อนนั้น ก็คือ เรื่องขายหุ้นให้เทมาเส็กแล้วไม่จ่ายภาษี ซึ่งก็เกี่ยวกับเรื่องการทับซ้อนของผลประโยชน์ และอาศัยอำนาจทางการเมืองหลีกเลี่ยงการทำหน้าที่พลเมืองที่คนอื่นต้องทำ
รัฐบาลและพรรคเพื่อไทย มองแต่เฉพาะการเมือง มองแต่เพียงว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะทำหรือไม่ทำอะไร แต่ลืมไปว่าประชาชนคนไทยที่ไม่เกี่ยวกับพรรคฝ่ายค้านนั้น ได้ตัดสินใจออกมาประท้วงอย่างกว้างขวาง เพราะไม่อาจจะยอมรับความพยายามที่จะใช้เสียงข้างมากในสภา เพื่อให้คอร์รัปชันระดับชาติเป็นเรื่องที่นักการเมืองกำหนดว่าจะลบล้างเมื่อไหร่ให้กับใครก็ได้
รัฐบาลประเมิน social media ต่ำเกินเหตุ ทั้งๆ ที่เฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ กับ ยูทูบ ได้กลายเป็นช่องทางของการแลกเปลี่ยนความเห็น และส่งข่าวคราวของประชาชน และเป็นแหล่งของการนัดหมาย รวมพลังต่อต้านความชั่วร้ายของสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง
ผู้คนใช้ Line ติดต่อกัน นัดหมายกัน และส่งสารถึงกันอย่างคล่องแคล่วว่องไว เพื่อประสานความเห็นคัดค้านสิ่งชั่วร้ายของบ้านเมืองได้อย่างคึกคัก เกินกว่าที่ผู้มีอำนาจใดๆ จะสามารถควบคุมและสกัดกั้นได้อีกแล้ว
หากว่ารัฐบาลและพรรคเพื่อไทย ไม่ถอนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมอันอัปลักษณ์นี้ ในชั้นวุฒิสภา ก็จะต้องเผชิญกับแรงต่อต้านในทุกระดับ ทุกอาชีพ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะเป็นอย่างประโยคของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐ Thomas Jefferson ที่คนในเครือข่ายสังคมส่งต่อกันไปอย่างกว้างขวาง ว่า
“When injustice becomes law, resistance becomes duty.”
“เมื่อความอยุติธรรมกลายเป็นกฎหมาย การลุกขึ้นต่อต้านก็เป็นหน้าที่ (ของพลเมือง)”
ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้ คือ "ความอยุติธรรม" ที่เสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎรรวบรัดให้เป็นกฎหมาย
จึงเป็นหน้าที่ของ พลเมือง ที่ต้องลุกขึ้นต่อต้าน คัดค้าน...จนถึงที่สุด!








