วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตาสว่าง..อีกรอบ

"ผมผิดหวัง รัฐบาลไม่จริงใจ" เสียงของคนขับแท็กซี่ ชาวจังหวัดขอนแก่น ซึ่งถือเป็นพื้นที่ของคนเสื้อแดงอีกพื้นที่หนึ่งในภาคอีสาน

วันนั้นระหว่างเดินทางแค่ระยะเวลาสั้นๆ ไม่ถึง 20 นาที เขาระบายความอึดอัดต่อการเสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแบบสุดซอย เหมาเข่ง ของกรรมาธิการ และผิดหวังรัฐบาลที่ไม่จริงใจต่อชาวบ้านที่สนับสนุนเขามาตลอด

"ญาติผมถูกจับในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ตั้งแต่ปี 2553 และคนที่ผมรู้จักเขาเสียชีวิตจากเหตุการณ์ เราหวังว่าจะได้รับการประกันตัวและคนที่บงการควรจะต้องรับโทษ แต่นี้อะไร"

"พวกเราไม่เห็นด้วยอยากให้จับคนบงการมาลงโทษ แต่รัฐบาลทำแบบนี้ได้ยังไง" ก่อนที่เขาจะบ่นไปเรื่อยๆ ก่อนที่เขาจะบอกว่า "เลือกตั้งสมัยหน้าไม่รู้ว่าจะเลือกพรรคไหน จะให้เลือกพรรคฝ่ายค้านก็ทำใจไม่ได้จริงๆ"

"ผมก็มึนๆ ไม่รู้ว่าเลือกตั้งคราวหน้าจะเลือกพรรคไหนจริงๆ จะให้เลือก "ชูวิทย์" ก็ดูบ้าๆ บอๆ"

โชเฟอร์แท็กซี่คนนี้บอกอีกว่า เพื่อนๆ เขาหลายคนก็อยู่ในอาการเดียวกันคือผิดหวัง ไม่เชื่อถืออีกต่อไป แต่ต่อให้นักการเมืองเลวยังไง เขาก็คิดว่าการเลือกตั้งยังเป็นเรื่องที่ดีกว่าการเรียกร้องให้ทหารออกมายึดอำนาจ เพียงแต่สิ่งที่ปวดหัวมากกว่าคือไม่มีพรรคการเมืองที่ดีพอที่เขาจะเลือกได้อีก เพราะพรรคที่สนับสนุนออกอาการไม่จริงใจเสียแล้ว

ไม่น่าเชื่อว่า คนเล็กๆ เสียงเล็กๆ เริ่มตาสว่างอีกรอบ กับ พ.ร.บ. นิรโทษกรรมที่เหมาเข่ง สุดซอย แล้วที่ใครๆ บอกว่าเสื้อแดง รักทักษิณ รับใช้ทักษิณคงไม่จริงเสมอไป เพราะพวกเขาพร้อมจะเป็นตัวของตัวเอง และมีจุดยืนของตัวเองที่ชัดเจน และพร้อมจะสนับสนุนพรรคการเมืองใหม่ที่เห็นไปในทิศทางเดียวกัน

และสิ่งที่ชัดเจนที่สุด คือ เขาไม่เอารัฐประหาร ไม่เอารัฐบาลแห่งชาติ แม้จะผิดหวังกับนักการเมือง แต่ก็เห็นว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นการเมืองที่เขามีส่วนร่วมได้ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่ามุมมองนี้ดีกว่าเหล่าชนชั้นกลางในเมือง ที่เรียกร้องการเมืองนอกระบบอย่างเดียว

เสียงของแท็กซี่ ชาวจังหวัดขอนแก่น สะท้อนอารมณ์โดยรวม ต่อ พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ซึ่งสอดคล้องกับ สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เสนอผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กับ ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพความมั่นคงของรัฐบาล : กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดหัวเมืองใหญ่

โดยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมกับความเสี่ยงต่อเสถียรภาพความมั่นคงของรัฐบาล กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดหัวเมืองใหญ่ จำนวนทั้งสิ้น 1,231 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 23-26 ตุลาคม 2556 ที่ผ่านมา

พบว่า ความคิดเห็นต่อ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ว่ามีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่หรือร้อยละ 76.8 คิดว่าเสี่ยงต่อเสถียรภาพของรัฐบาล ในขณะที่ร้อยละ 23.2 คิดว่าไม่เสี่ยง

อาการของคนเล็กๆ และผลสำรวจของเอแบคโพลล์ คงพอจะบอกอารมณ์ของผู้คนต่อความพยายามผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งในครั้งนี้ ว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยหมดความน่าเชื่อถือขนาดไหน อย่างที่ อานนท์ นำภา ทนายความของคนเสื้อแดงบอกในการให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ ว่า

สิ่งที่เกาะเกี่ยวระหว่างพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง คือ เรื่องของการต้านรัฐประหาร สองมาตรฐาน และเหตุการณ์ปี 2553 เพราะว่าผ่านความเป็นความตายร่วมกัน ทำให้เสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยเป็นหนึ่งเดียว และเมื่อหาเสียงสัญญาว่าจะเอาคนผิดมาลงโทษ แต่คุณกลับคำไม่ทำตามสัญญา มันเหมือนตัดข้อโซ่ห่วงนี้ให้ขาดออกจากกัน