ระหว่างวันที่ 23 24 ต.ค.2556 นายกรัฐมนตรีมันโมหัน สิงห์ ของอินเดียจะเดินทางไปเยือนจีนเป็นการตอบแทนที่นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ของจีน
ได้เดินทางมาเยือนอินเดียเมื่อเดือน พ.ค. 2556
แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทั้ง 2 ประเทศนี้ต้องการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีให้ราบรื่นในฐานะที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน อีกทั้งเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (BRIC) ที่มีศักยภาพในการเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจโลกแทนสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป และในขณะเดียวกันก็ใช้อิทธิพลของกลุ่ม BRIC ลดบทบาททางการเมืองของสหรัฐฯ ที่พยายามจะทำตัวเป็นมหาอำนาจแต่ผู้เดียว
แต่ท่ามกลางความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่ปรากฏออกมานั้น ทั้งสองฝ่ายต่างก็ยังคงมีความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน อินเดียมีพรมแดนติดกับจีนประมาณ 3,488 กม. และยังมีปัญหาความขัดแย้งเรื่องเส้นเขตแดนที่ไม่ชัดเจนในหลายพื้นที่
เมื่อเดือน พ.ค. 2556 อินเดียกล่าวหาจีนว่าส่งกำลังทหารล่วงล้ำเข้ามาในดินแดนที่อยู่ภายใต้อธิปไตยของตน กลายเป็นประเด็นร้อนที่เกือบจะทำให้ต้องยกเลิกการเยือนอินเดียของนายกรัฐมนตรี หลี่ เค่อเฉียง ในเดือน พ.ค. 2556 แต่ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็สามารถหาทางออกผ่านพ้นวิกฤตดังกล่าวไปได้ชั่วคราว ทำให้การเยือนอินเดียของนายกรัฐมนตรีจีนเป็นไปตามกำหนด
แต่หลังจากนั้นไม่นานอินเดียก็ประกาศแสนยานุภาพด้วยการนำเครื่องบินลำเลียงทางทหาร C 130 ลงจอดบนสนามบินชั่วคราวในแถบที่ราบสูงลาดักห์ (Ladakh) ใกล้เส้นเขตแดนอินเดีย-จีนที่กำลังมีข้อพิพาทกันอยู่ เพื่อแสดงให้เห็นว่าอินเดียก็มีขีดความสามารถที่จะลำเลียงทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ไปเสริมชายแดนของตนหากมีปัญหากับจีน ซึ่งนับเป็นการแสดงพลังช้างอินเดียให้มังกรจีนได้ตระหนักไว้
ในด้านพลังงาน ทั้งจีนและอินเดียต่างก็เป็นคู่ปรับกันในเวทีต่างๆ เพราะทั้งคู่ต่างต้องการแสวงหาแหล่งพลังงานมาป้อนตลาดภายในประเทศของตน
การแข่งขันดังกล่าวเริ่มเห็นชัดในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เมื่อเดือน มี.ค. 2553 บริษัท ONGC (Oil and Natural Gas Corp) ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของอินเดียเข้าไปแข่งขันซื้อหุ้นในบริษัทน้ำมันที่เป็นเจ้าของสัมปทานแหล่งน้ำมัน Block 1 และ 3A ในประเทศยูกันดา มูลค่ากว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ต้องแพ้บริษัท China National Petroleum Corp (CNPC) ของจีน
ต่อมาในเดือน พ.ค. 2554 บริษัท ONGC ก็แพ้จีนอีกในการเสนอตัวเข้าไปซื้อหุ้นมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐของบริษัท Exxon Mobil Corp ซึ่งเป็นเจ้าของสัมปทานแหล่งสำรวจ Block 31 นอกชายฝั่งประเทศแองโกลา ก่อนที่จะแพ้บริษัท CNPC ของจีนอีกในเดือน มิ.ย. 2556 ในการเข้าไปซื้อหุ้นบริษัทน้ำมัน Encana Corp ในประเทศเอกวาดอร์ โดยจีนเสนอให้ราคาสูงกว่า 1.42 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่การแย่งชิงแหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุดและทำให้อินเดียเสียหน้าอีกครั้งก็คือ การที่บริษัท ConocoPhillips ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับสัมปทานขุดเจาะน้ำมันในแถบทะเลแคสเปียน (Caspian Sea) ของประเทศคาซัคสถาน เสนอขายหุ้นในสัดส่วนประมาณร้อยละ 8.4 ของหุ้นทั้งหมด คิดเป็นมูลค่ากว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐแก่บริษัท ONGC ของอินเดีย แต่รัฐบาลคาซัคสถานกลับใช้สิทธิปฏิเสธการขายให้บุคคลอื่นและเลือกซื้อก่อน (Right of First Refusal) บังคับให้บริษัท ConocoPhillips ขายหุ้นให้รัฐบาล เพื่อนำไปขายต่อให้บริษัท CNPC ของจีนแทน ทำให้อินเดียต้องชวดการเข้าถึงแหล่งพลังงานสำคัญที่อยู่ใกล้อินเดียกว่าแหล่งอื่น
แต่อินเดียเพิ่งจะมีโอกาสแก้ลำจีนได้เมื่อเร็วๆ นี้ ด้วยการเข้าไปซื้อหุ้นในบริษัทที่ได้รับสัมปทานน้ำมันในประเทศบราซิลมูลค่า 529 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัดหน้าบริษัท Sinochem ของจีน รวมทั้งได้รับสัมปทานแหล่งสำรวจน้ำมัน B2 (Zebyutaung-Nandaw) ทางเหนือของพม่าติดพรมแดนรัฐมณีปุระของอินเดีย และแหล่ง EP3 (Thegon-Shwegu) ซึ่งอยู่ในภาคกลางของพม่า เนื้อที่รวมกันเกือบ 2 หมื่นตาราง กม. พม่าจึงถือเป็นแหล่งพลังงานที่อินเดียพยายามเข้าไปจับจอง เพราะนอกจากต้องการพลังงานแล้ว ยังต้องการป้องกันมิให้จีนแผ่ขยายอิทธิพลในประเทศเพื่อนบ้านอินเดียมากไปกว่านี้
ดูตามเนื้อผ้าแล้วมังกรจีนก็ยังมีความพร้อมที่จะต่อกรกับช้างสารอินเดียได้อีก เพราะจีนยังมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมากกว่า 3.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มีกองทุนเพื่อความมั่งคั่ง (Sovereign Wealth Fund) ที่พร้อมนำเงินที่เหลือใช้นี้ไปลงทุนในต่างประเทศเพื่อกว้านซื้อแหล่งพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติในที่ต่างๆ เก็บสะสมไว้ ในขณะที่อินเดียมีทุนสำรองเพียง 278 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังต้องกังวลกับภาวะการขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
การที่คาซัคสถานตัดสินใจยอมขายหุ้นในบริษัท ConocoPhillips ให้จีนแม้จะได้กำไรมาอีกนิดหน่อย แต่ก็เป็นการหักหน้าอินเดียอย่างมาก และอาจส่งผลทางอ้อมต่อความพยายามของคาซัคสถานซึ่งเป็นคู่แข่งของไทยในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ในวาระปี 2560-61 (ค.ศ. 2017-18) ในการที่จะได้รับเสียงสนับสนุนจากอินเดีย ซึ่งที่ผ่านมามีท่าทีให้การสนับสนุนคาซัคสถาน
บัดนี้ เมื่ออินเดียชวดโอกาสที่จะเข้าไปลงทุนด้านพลังงานในคาซัคสถานแล้ว ก็คงต้องรอดูว่าเมื่อถึงเวลาเลือกตั้งใน UNSC แล้ว อินเดียจะยังคงสนับสนุนคาซัคสถานอีกหรือไม่ (แต่ก็คงได้เสียงจากจีนแน่นอน) ส่วนไทยเรายังไม่น่าจะมีความสามารถทางการเงินในการใช้นโยบายเชิงรุกด้านพลังงานเพื่อเอามาเป็นเครื่องมือหาเสียงในเรื่อง UNSC ได้
พูดถึงเรื่องการแข่งขันใน UNSC แล้วก็น่าสนใจที่ซาอุดีอาระเบียประกาศเมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2556 ไม่รับตำแหน่งสมาชิก UNSC ทั้งๆ ที่เพิ่งได้รับเลือกตั้งมาอย่างปราศจากคู่แข่ง ด้วยเหตุผลที่น้อยใจสหรัฐฯ ที่กลับลำในเรื่องนโยบายในตะวันออกกลาง โดยหันกลับไปคืนดีกับอิหร่านซึ่งเป็นศัตรูเก่า และไม่ยอมใช้กำลังทหารเข้าไปกำจัดรัฐบาลซีเรียที่ถูกกล่าวหาว่าใช้อาวุธเคมีสังหารประชาชน
สิ่งนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจเหมือนกันว่า เมื่อเกมการเมืองเรื่องพลังงานกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป สหรัฐฯ จะกลายเป็นประเทศที่มีแหล่งพลังงานของตนเองอย่างพอเพียงในอีกไม่เกินทศวรรษ ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาซาอุดีอาระเบียอีกต่อไป
เมื่อผลประโยชน์เรื่องน้ำมันจากตะวันออกกลางไม่มีแล้ว สหรัฐฯก็พร้อมที่จะเปลี่ยนนโยบายเข้าหาศัตรูเก่าเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ด้านอื่นแทนได้ทันที









