สังคมการเมืองขณะนี้ กำลังเข้าสู่สภาวะการเปลี่ยนแปลงของประเทศในโหมดอะไรกันแน่ ระหว่างการปฏิรูปการเมือง การปฏิรูปประเทศไทย
หรือ สภาพความสับสนวุ่นวาย จับต้นชนปลายไม่ถูกว่า ความขัดแย้งมาจากสาเหตุใดกันแน่
สภาพของความขัดแย้งในสังคม เข้าใกล้สภาวะบ้านเมืองไร้ขื่อแปร หรือ ที่เรียกกันว่า Turmoil สับสนวุ่นวายประชาชนรู้สึกเบื่อหน่ายกับความขัดแย้ง การสาดโคลน แบ่งฝ่ายในสังคม โดยไม่มีแนวโน้มดีขึ้นเลย
ผู้คนในประเทศได้ตั้งตารอคอย “ผู้นำ” ที่มีวิสัยทัศน์ (Vision) และ มีความเสียสละ ที่ไม่ใช่คนเดียวกับหัวหน้าพรรค หัวหน้ามุ้ง หรือ กลุ่มก๊วนการเมืองที่เป็นอยู่
ผู้นำที่จะก้าวเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้า ปฏิวัติวิธีการแก้ไขปัญหาสังคมการเมืองแบบเดิมๆ วนเวียนตั้งแต่ รัฐประหาร จากนั้นเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ เมื่อเกิดปัญหาก็กลับไปแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้ง วกวนอยู่แต่การร่างรัฐธรรมนูญเรื่อยมานับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
จนเกิดวิชาชีพใหม่ทางกฎหมาย ที่สื่อมวลชนขนานนามว่า “นิติบริกร” ใช้ความสามารถพิเศษในการแปรความต้องการของผู้ทรงอิทธิพลทางอำนาจ ไม่ว่าจะมาจากคณะรัฐประหาร จากนายทุนพรรค และหรือนักการเมือง
มองในแง่เนื้อหา หรือขอบเขตการวางเป้าหมายปลายทาง การเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองไทยที่จะมีขึ้นในอนาคต จะมาจากข้อเสนอของ 4 กลุ่มหลัก
กลุ่มแรก สภาปฏิรูปเพื่อการปรองดอง ที่เสนอโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้อดีตนายกรัฐมนตรี นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นผู้ขับเคลื่อนนำการแก้ไขเปลี่ยนแปลง กลุ่มที่สอง ภาคประชาสังคมที่กำหนดเป้าไปสู่ “การปฏิรูปประเทศ” เพื่อตอบโจทย์เรื่องความเหลื่อมล้ำและปัญหาจากทุนนิยมสามานย์
กลุ่มที่สามพรรคฝ่ายค้านที่นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งยังไม่มีแนวทางการปฏิรูปชัดเจน นอกจากการรักษาภาพพจน์ไม่ให้เสียเหลี่ยมคมทางการเมือง ในฐานะพรรคการเมืองที่มีอายุยาวนาน
สุดท้ายกลุ่ม นปช. หรือ กลุ่มคนเสื้อแดง หากมีความเป็นอิสระไม่ผูกติดอยู่กับพรรคการเมือง และต้องการเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อสร้างประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องมีประเด็นข้อเสนอของตนเอง ไม่เช่นนั้นก็ต้องเดินตามสเปค ที่เขียนโดยอดีตนายกฯ บรรหาร ศิลปอาชา
กลุ่มต่างๆ ทั้ง 4 กลุ่มข้างต้นนี้คงได้เปิดสงครามข้อมูลข่าวสารเพื่อแย่งชิงการยอมรับจากประชาชน จนภาคประชาชนอาจเกิดอาการสำลักข้อมูล แต่ก็จะทำให้เกิดการถกเถียงกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล แบบสันติที่จะได้ฉันทามติร่วมกันจริงๆ เสียที
กระนั้นก็ตาม การที่สังคมการเมืองไทยมีปัญหาล้มลุกคลุกคลาน ล่วงเลยจนถึงเวลานี้ เชื่อว่าประชาชนผู้สนใจติดตามการเมืองไทยมาอย่างต่อเนื่อง คงมีคำถาม และข้อสงสัยร่วมกันว่า ทำไมการเปลี่ยนแปลงทุกครั้งจึงให้ความสำคัญอยู่แต่ “รัฐธรรมนูญ” หรือแนวทางรัฐธรรมนูญนิยม (Constitutionalism) ที่หัวหน้ากลุ่มอย่าง ศ.อมร จันทรสมบูรณ์ ได้ริเริ่มและนักกฎหมายมหาชนรุ่นหลังๆ เอาอย่างต่อๆ กันมา แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาสังคมการเมืองไทยได้
นี่คือ ดักทางความคิด เป็นสมการทางสังคมที่แก้ไม่ออกสักที แล้วจะเดินตามทางนี้ต่อไปอีกหรือ
ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึงในครั้งนี้ จึงมีต้นทุนด้านเวลาและคุณภาพ ที่ประชาชนเราสมควรให้ความสำคัญสูงสุด ในฐานะที่จะต้องเป็นผู้เลือกซื้อสินค้าทางยุทธศาสตร์ หรือ นโยบายในตลาดการเมือง และ ใช้บทเรียนจากความล้มเหลว ไม่ควรย่ำอยู่กับที่
ด้วยเหตุนี้ประชาชนจึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือ “ตรวจสอบแนวคิด” ว่าข้อเสนอใดเป็นข้อเสนอเชิงคุณภาพที่สมควรให้การสนับสนุน
หากถามผมเวลานี้ว่าจะมีเครื่องมือตรวจสอบแนวคิด และข้อเสนอเชิงคุณภาพอย่างไร ผมมีประเด็นตรวจสอบของผมว่า
1. ผมจะไม่สนับสนุนหรือยอมรับข้อเสนอ ที่เดินตามแนวทาง ที่เอารัฐธรรมนูญเป็นตัวตั้ง หรือเป็นยาหม้อใหญ่ เพราะจะนำคนไทยไปติดยึดหลงทางกับนิติวิธี มัวเมาอยู่แต่กับการเล่นลิ้น ตีความบทบัญญัติตามใจตนเอง จนกว่าเขาจะตอบโจทย์ได้ว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าไปไหน อย่างไร และ สามารถออกแบบรัฐธรรมนูญที่มีฐานะหนึ่งในอีกหลายๆ อย่าง (one of another things) ให้สอดคล้องกับทิศทางประเทศได้อย่างไร
2. ผมจะไม่รับฟังและสนับสนุนพวกที่ชวนคนไทย มาแก้รัฐธรรมนูญให้คล้อยตามปัญหาทางสังคมการเมืองของตัวเอง เพราะจะเป็นการรวบหัวรวบหางทึกทักเอาเองว่าเป็นปัญหาของ “ชาติ” โดยเฉพาะการออกสเปครัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง และเล่นเอง เพราะเป็นไปไม่ได้ที่นักการเมืองจะออกกฎกติกาเพื่อมาบังคับใช้โดยสวนทางกับผลประโยชน์ของตนเอง
3. ผมจะไม่สนับสนุนและยอมรับ ข้อเสนอทางการเมืองที่บอกว่า ปัญหาอยู่ที่ “คน” ถ้าคนดีอย่างอื่นก็ดี เพราะเป็นข้อเสนอแบบกำปั้นทุบดิน แยกแยะไม่ออกระหว่าง ปัญหาของ “ระบบการเมือง” หรือ “ปัญหาโครงสร้าง” กับ “คน” มีลักษณะแตกต่างสัมพันธ์กันอย่างไร
4. ผมจะให้การสนับสนุนอย่างแข็งขัน ในฐานะพลเมือง ที่จะมีกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด มองปัญหาไปที่ความเป็นรัฐชาติ (Nation State) และสามารถถอดรหัสหลักการสำคัญๆ ที่ฝัง (embed) อยู่ในรัฐธรรมนูญและมีอิทธิพลต่อความบิดเบี้ยวของสังคมการเมืองไทยและของโลก สะท้อนจากวาทะกรรมทางการเมือง “ฉันมาจากการเลือกตั้ง” จึงได้อำนาจของประเทศ และใช้อำนาจของประเทศ โดยไม่เห็นหัวอธิปไตยของปวงชน เป็นอาทิ
ประการสำคัญต้องกล้าที่ทุบทิ้งหลักการความคิดเก่าที่ล้าสมัย มุ่งไปสู่การยกเครื่องหรือ re-set ประเทศไทยใหม่ให้เหมาะสม สอดคล้องและปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมใหม่ของโลก
สอดคล้องกับการออกแบบกติกาสูงสุดในรัฐธรรมนูญอย่างมีนวัตกรรมทางความคิดที่อภิวัฒน์ผสมผสานกลมกลืน บนความเคารพแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม ความมีสันติธรรม นิติธรรม และสิทธิมนุษยชนให้มีฐานะความสำคัญ
ต่อการกำหนดทิศทางประเทศ และ การจัดความสัมพันธ์ใหม่ระหว่าง อดีต ปัจจุบัน และ อนาคต อย่างเหมาะสมลงตัว
ขอให้คนไทยรัก และสามัคคีกันเหมือน “คนสยาม” ในอดีต เพื่อร่วมกันประกาศสิ่งสุดท้ายที่กำลังจะได้ในอนาคตอันใกล้ “ฉันทามติแห่งสยาม” (The Siam Consensus) เพื่อเป็นจิตวิญญาณแห่งสยาม (Spirit of Siam) ที่คนรุ่นเราจะส่งต่อให้ลูกหลานเราในอนาคต...









