วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Shutdown : ฤๅสหรัฐจะเป็นรัฐล้มเหลว?

พอรัฐบาลสหรัฐต้อง “ปิดกิจการชั่วคราว” หรือ “shutdown” เพราะว่าข้อพิพาทระหว่าง ประธานาธิบดีโอบามา

กับ สมาชิกสภาคองเกรส พรรครีพับลิกัน ว่าด้วยเรื่องงบประมาณสำหรับการประกันสุขภาพ ที่เรียกว่า Obamacare ก็มีคนตั้งคำถามทันทีว่า

สหรัฐ เป็น “รัฐล้มเหลว” หรือ failed state แล้วหรือยัง?

ที่เขียนอยู่ตอนนี้เป็นวันที่สาม ของการที่หน่วยราชการจำนวนมากและพนักงานรัฐกว่า 800,000 คน ต้องถูกบังคับให้พักงานอยู่กับบ้าน โดยไม่ได้รับเงินเดือน อีกทั้งกิจกรรมที่ไม่สำคัญต่อความมั่นคงจำนวนไม่น้อย ก็พลอยต้องปิดประตูไป จนกว่าการเมืองระดับชาติจะหาทางประนีประนอมผ่านงบประมาณได้

เส้นตายอีกเส้นหนึ่ง คือ วันที่ 17 ตุลาคม นี้ เพราะเป็นวันที่รัฐบาลกลางจะต้องขอขยายเพดานหนี้ หากไม่ผ่านสภา รัฐบาลมะกันก็ไม่มีปัญญาจ่ายหนี้ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย จะกลายเป็นประเทศ NPL ทันที

ใครถือพันธบัตรรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ประเทศไทย ก็จะกลายเป็นเจ้าหนี้ ที่มีลูกหนี้ที่เป็นปัญหาทันที

มหาอำนาจอย่างสหรัฐ กลายเป็นประเทศล้มเหลวได้อย่างไร? เหตุผลหนึ่ง ก็คือ ความขัดแย้งอย่างรุนแรง ระหว่างสองพรรคใหญ่ที่ยืดเยื้อมาเกือบ 20 ปี และมีหนักหน่วงรุนแรงมากขึ้นในช่วงหลัง เพราะว่านโยบายที่ยืนอยู่คนละขั้ว และต่างฝ่ายต่างก็ถือว่าตัวเองมีอำนาจต่อรองสูงกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง

โอบามา กับผู้นำฝ่ายค้านเจรจากันหลายรอบ แต่ถึงเช้าวันพฤหัสบดีเวลาบ้านเรา ก็ยังไม่เห็นทางออก ต่างฝ่ายต่างยืนยันว่าจะไม่ยอมลงให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง

โอบามา บอกว่า ยังไงๆ ก็จะไม่ถอนโครงการ Obamacare ออกจากงบประมาณ และแกนนำพรรครีพับลิกัน ก็ประกาศยืนกระต่ายขาเดียวว่า ถ้า โอบามา ไม่ถอย ก็จะไม่ยกมือให้ผ่านร่างงบประมาณ เพราะว่าพรรคฝ่ายค้านมีเสียงมากกว่าในสภาล่าง

เจรจากันรอบสุดท้ายที่ล้มเหลว โอบามา บอกว่า การพบปะกับฝ่ายตรงกันข้ามในห้องเดียวกัน ที่รัฐสภา “เป็นประโยชน์” (useful)

แปลว่า ยังไม่บรรลุข้อตกลง เพียงแต่ได้ฟังท่าทีอีกฝ่ายหนึ่งชัดเจนขึ้น

ประธานสภาผู้แทนราษฎร จอห์น โบห์เนอร์ บอกว่า เป็น “การสนทนาที่สุภาพ” (polite conversation)

หมายถึง การแลกเปลี่ยนแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย สุภาพเรียบร้อย แต่ก็ไม่อาจหาข้อสรุปให้ตรงกันได้

ส่วนหัวหน้าเสียงข้างน้อยในสภา แนนซี เพโลซี ของพรรคเดโมแครต บอกกับนักข่าวว่า การเจอกันรอบล่าสุดนั้น ถือว่า “คุ้มกับเวลา”

นั่นก็เป็นการบอกกล่าวอย่างสุภาพ ว่า การได้เจอกันดีกว่าไม่ได้เจอ แต่ความเห็นก็ยังแตกต่างกันมาก ไม่อาจจะหาทางลงร่วมกันได้

แปลว่า ชาวบ้านมะกัน ก็ต้องเดือดร้อนในชีวิตประจำวันต่อไป โดยไม่รู้ว่าเกมการเมืองระหว่างสองพรรคใหญ่นี้...จะจบลงอย่างไร

ครั้งก่อน ที่มีกรณี Shutdown อย่างนี้เมื่อ 17 ปีก่อน ยาวนานถึง 21 วัน ซึ่งก็สร้างความโกลาหลในชีวิตประจำวันของคนอเมริกันไม่น้อย

ผู้นำฝ่ายค้านยืนยันว่า คนอเมริกันทั่วไปคาดหวังว่าผู้นำทางการเมืองทั้งสองค่าย จะหาทางแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง

“แต่ท่านประธานาธิบดีย้ำอีกครั้งหนึ่งเมื่อวานนี้ว่าท่านจะไม่ยอมเจรจา...”

โอบามา บอกเสมอว่า ที่เสนอกฎหมายประกันสุขภาพให้กับคนอเมริกันชนชั้นกลางรายได้น้อยนั้น ก็เพื่อที่จะช่วยให้คนกว่า 10 ล้านคน ได้ประโยชน์จากการที่นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบให้ลูกจ้างในการทำประกันสุขภาพ

ฝ่ายพรรครีพับลิกัน บอกว่า การใช้เงินงบประมาณจำนวนมหาศาลอย่างนี้ ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ

พรรคเดโมแครต ของโอบามา ยึดหลักการให้รัฐบาลเข้าช่วยประชาชนด้านสวัสดิการสังคม ขณะที่พรรครีพับลิกัน เป็นห่วงว่าภาคธุรกิจเอกชนจะต้องรับภาระเพิ่มมากจนกระทบต่อเศรษฐกิจ

ยืนกันคนละข้างอย่างนี้มาตลอด แต่ส่วนใหญ่ที่ผ่านมา ก็สามารถหาทางประนีประนอมเพื่อไม่ให้ต้องเจอกับภาวะ “ปิดกิจการชั่วคราว” อย่างคราวนี้

ถือเป็นวิกฤตทางการเมืองของระบอบประชาธิปไตยแบบมะกัน ที่ต้องการให้มีการคานอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ กันอย่างเป็นระบบ

แต่ขณะเดียวกัน ระบอบประชาธิปไตยในทางปฏิบัติ ก็หมายถึง การที่ทั้งสองฝ่ายต้องหาทางแก้ความขัดแย้ง โดยไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน

การเมืองไทยที่เรียกตัวเองว่าประชาธิปไตย ก็กำลังเผชิญกับภาวะการพยายามจะยกเลิกกลไกการถ่วงดุล (checks and balances)

ที่ถือว่าไม่รับผิดชอบอย่างยิ่ง ก็คือ การที่กลุ่มการเมืองต่างๆ ไม่ยอมแสวงหาทางประนีประนอม มีแต่ ปะ-ฉะ-ดะ กัน จนชาวบ้านเดือดร้อนไปทั่ว... อย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้