วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

วัฒนธรรมคอร์รัปชัน

สำนักงานของสหประชาชาติเป็นแหล่งรวมคนทำงานที่มาจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก

มันเป็นสถานที่ในอุดมคติที่จะทำการทดลองบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับนิสัยของคนแต่ละชาติได้

นักการทูตที่ทำงานในสำนักงานของสหประชาชาติ ที่กรุงนิวยอร์กซิตี้ ได้รับเอกสิทธิ์ที่จะไม่ต้องรับโทษบางอย่าง รวมทั้งกรณีที่พวกเขาโดนใบสั่งจากตำรวจจราจรด้วย

สภาวะแวดล้อมแบบนี้เป็นเหมือนการทดสอบว่า ถ้าคนแต่ละชาติมีสิทธิพิเศษที่จะทำความผิดอะไรบางอย่างได้ โดยที่ไม่ต้องได้รับเหมือนคนอื่นๆ ในสภาวะแวดล้อมเดียวกัน พวกเขาจะ "สนุกสนาน" กับการใช้สิทธิพิเศษเหล่านี้มากสักแค่ไหน

สถิติในปี 2002 พบว่า นักการทูตที่โดนใบสั่งในนิวยอร์กซิตี้ และไม่ชำระค่าปรับ มากที่สุด คือ นักการทูตจากประเทศอียิปต์ และมียอดค้างสะสมตั้งแต่ในอดีตรวมกันมากถึง 1.9 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว (เท่ากับประมาณกึ่งหนึ่งของยอดคงค้างของนักการทูตทั้งประเทศรวมกัน) รองลงมาคือ คูเวต ไนจีเรีย อินโดนีเซีย และบราซิล

ในทางตรงกันข้ามมี 21 ประเทศ ที่ไม่มีนักการทูตที่โดนใบสั่งแล้วไม่ชำระเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งในจำนวนนั้นมีประเทศอย่างเช่น ญี่ปุ่น แคนาดา และสหราชอาณาจักร รวมอยู่ด้วย

Raymond Fisman และ Edward Miguel นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย โคลัมเบีย และเบิร์กเลย์ ยังพบด้วยว่า ถ้าหากนำค่าปรับค้างชำระของนักการทูตแต่ละประเทศ มาเทียบกับ Transparency International Index หรือ ดัชนีวัดระดับคอร์รัปชันของประเทศนั้นๆ พบว่า มีความสอดคล้องกันมากอย่างนัยสำคัญมาก พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ประเทศที่ถูกจัดอันดับว่ามีความโปร่งใสต่ำ มักจะเป็นประเทศที่นักการทูตค้างชำระค่าปรับจราจรในเมืองนิวยอร์กซิตี้ด้วย

สถิตินี้อาจก่อให้เกิดสมมติฐานได้ว่า การคอร์รัปชันนั้นเป็นปัญหาระดับวัฒนธรรมของแต่ละชาติด้วย เพราะแม้ว่าตัวแทนของคนแต่ละชาติจะย้ายมาทำงานที่ประเทศเดียวกัน พวกเขาก็ยังนำเอาวัฒนธรรมการคอร์รัปชันของประเทศตัวเองมาใช้ในต่างประเทศอยู่

สมมติฐานนี้เป็นสมมติฐานที่น่าสนใจ เพราะถ้าหากมันเป็นเช่นนั้นจริง มันก็ช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมการแก้ปัญหาคอร์รัปชันจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก เพราะว่าต้นตอของปัญหานั้นฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ เช่น ถ้าคนชาติไหนมีค่านิยมยอมรับการคอร์รัปชันว่าเป็นเรื่องธรรมดาในสังคม หรือการยอมรับสิทธิพิเศษของคนรวย หรือคนที่อยู่ในสถานะพิเศษทางสังคมต่างๆ ก็จะยิ่งทำให้การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันเป็นเรื่องที่ทำได้ยากกว่าในสังคมที่ไม่ได้มีค่านิยมแบบนั้นอยู่

หลายปีมานี้ บ้านเรามีค่านิยมรังเกียจการคอร์รัปชันกันมากขึ้น ซึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นนิมิตหมายที่ดี

อย่างไรก็ตาม ผมตั้งข้อสังเกตว่า ค่านิยมรังเกียจคอร์รัปชันในบ้านเรานั้น ดูจะเพิ่มขึ้นเฉพาะการคอร์รัปชันที่กระทำโดยนักการเมืองเท่านั้น คล้ายกับว่า เราถูกปลูกฝังในเกลียดนักการเมืองมากเป็นพิเศษ

แต่สำหรับการคอร์รัปชันโดยภาคส่วนอื่นๆ ในสังคมไทยซึ่งมีอยู่ไม่น้อยเหมือนกันนั้น ผมไม่ได้เห็นว่าเราจะรังเกียจเพิ่มมากขึ้นเท่าไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่ของตัวเราเอง เพื่อช่วยเหลือเพื่อนฝูง หรือญาติสนิท ให้ได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ ดูเหมือนวัฒนธรรมเรื่องการช่วยเหลือเกื้อกูลคนใกล้ชิด จะยังมีอิทธิพลมากกว่า ไม่แตกต่างจากสมัยก่อนมากนัก

คนที่ช่วยให้เพื่อนหรือญาติได้รับสิทธิพิเศษเล็กๆ น้อยๆ เหนือคนอื่นโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ของตัวเอง ตัวอย่างเช่น การฝากญาติเข้าทำงาน การช่วยให้บริษัทของเพื่อนได้งานจากฝ่ายจัดซื้อของบริษัทที่ตัวเองทำงานอยู่โดยอาศัยคอนเน็คชั่นต่างๆ นั้น ยังดูน่ายกย่องในสายตาของคนรอบข้าง พวกเขาดูเป็นคนที่กว้างขวางและมีน้ำใจ ซึ่งที่จริงแล้วมันก็ไม่ได้ต่างจากพฤติกรรมของนักการเมือง เพราะคนเราเวลาจะทำอะไรผิดนั้น เรามักมีข้ออ้างดีๆ ให้ตัวเองเสมอ นักการเมืองเองก็อาจบอกตัวเองว่า พวกเขาไม่ได้โกงเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อครอบครัว เพื่อเพื่อนฝูง เพื่อพรรค ฯลฯ ด้วยเหมือนกัน

ปัญหาคอร์รัปชันมันแก้ยาก เพราะว่ามันแฝงมาแบบเนียนๆ ในรูปของวัฒนธรรม หรือการที่แต่ละสังคมเลือกที่จะยอมรับหรือไม่ยอมรับพฤติกรรมแบบไหน ซึ่งเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก