วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

"คนป่วยเอเชีย"วันนี้ลุกขึ้นวิ่งแล้ว

แต่ก่อนประเทศนี้ถูกเรียกว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” แต่วันนี้ ฟิลิปปินส์ กำลังเฟื่อง อัตราโตทางเศรษฐกิจ

ไตรมาสสองอยู่ที่ 7% เท่ากับจีน กลายเป็นหนึ่งในสองประเทศในเอเชียที่เศรษฐกิจร้อนแรงที่สุด

สาเหตุของความเข้มแข็งที่ฟิลิปปินส์มาจาก

1.ความแข็งแรงของพื้นฐานเศรษฐกิจ
2.การใช้จ่ายในประเทศที่เพิ่มขึ้น
3.การลงทุนที่คึกคักอย่างเป็นรูปธรรม

ถ้าเทียบว่าไตรมาสสองของไทยเรา ตัวเลขผลผลิตมวลรวมหรือ GDP โตแค่ 4% เศษ ๆ เราก็กำลังถูกทิ้งห่าง และหากอาการอึมครึมยังดำรงอยู่เพราะการเมืองแห่งความขัดแย้งในประเทศ และปัจจัยลบของเศรษฐกิจโลก ไทยเราก็จะถูกจัดอยู่อันดับใกล้ ๆ กับบ๊วยของเอเชียทีเดียว

เพราะเราจะอ้างเหตุผลของเศรษฐกิจโลกที่ซึมเซามาเป็นข้ออ้างทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะฟิลิปปินส์เองก็เจอกับปัญหาจากข้างนอกที่ไม่ต่างจากเราเท่าใดนัก ต่างกันเพียงว่าเขาบริหารเศรษฐกิจอย่างมีทิศทางและมีนโยบายชัดเจน อีกทั้งการเมืองของเขา แม้จะมีประเด็นถกเถียงกันไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้ซ้ำเติมความไม่เชื่อมั่นของเอกชนและนักลงทุนอย่างของไทยเรา

ฟิลิปปินส์แซงหน้าอินโดนีเซีย ในฐานะเป็นประเทศน่าลงทุน เพราะบริหารนโยบายการเงินและการคลังอย่างคล่องตัว
สำนักประเมินความเสี่ยงระหว่างประเทศสองแห่งให้คะแนนฟิลิปปินส์อยู่ในระดับ “น่าลงทุน” (investment grade) ซึ่งช่วยเสริมความมั่นใจของนักลงทุนมากขึ้นไปอีก

ด้านบวกของเศรษฐกิจของเขาคือ ดุลบัญชีเดินสะพัดที่แข็งแรงและเงินสำรองระหว่างประเทศที่มากเพียงพอ

ที่สำคัญคือ ฟิลิปปินส์สามารถสร้างภูมิต้านทานใหม่คือ การพึ่งพาการส่งออกน้อยลง เสริมสร้างการบริโภคในประเทศมาทดแทนการส่งออกอย่างเป็นระบบ

ต่างกับเราที่ยังต้องอาศัยรายได้จากการส่งออกอยู่ไม่น้อย ทั้ง ๆ ที่หลายรัฐบาลที่ผ่านมาก็ประกาศนโยบาย “ลดการพึ่งพาการส่งออก” แต่ในทางปฏิบัติก็ยังไม่สามารถจะทำให้เกิดมรรคผลอย่างจริงจังได้

การที่ฟิลิปปินส์สามารถรักษาอัตราโตของจีดีพีได้ที่ 7% ต่อเนื่องกัน 4 ไตรมาสเท่ากับเป็นการประกาศความแตกต่างไปจากประเทศอื่น ๆ ในเอเชียอาคเนย์ที่เริ่มเห็นอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจหดตัวลง

จุดอ่อนก็ยังเป็นการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีความสำคัญมากต่อการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ นี่เป็นหัวข้อที่รัฐบาลของประธานาธิบดีเบนิคโน อคิโนที่ 3 ตระหนักและป่าวประกาศมาตลอดว่า จะต้องแก้ไขประเด็นนี้ให้ได้

หาไม่แล้ว อัตราโตที่ 7% อาจจะเป็นเพียงภาพลวงตาที่อาจจะหดหายไปเหมือนเพื่อนบ้านอื่น ๆ ในอาเซียนก็ได้

หากแนวโน้มที่เห็นอยู่ยังดำรงต่อไปได้ ฟิลิปปินส์ ก็อาจจะลดระดับความยากจนลงไปได้ จากปัจจุบันที่มีอยู่ถึง 25% ของประชากร 97 ล้านคน

จุดแข็งอีกข้อหนึ่งของเขาคือ การที่คนฟิลิปปินส์ ประมาณ 10% ไปทำงานต่างประเทศ ทำมาหากินแล้วก็ส่งเงินกลับบ้านประมาณเดือนละ 50,000 ล้านบาท

ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของเขาคือ การใช้จ่าย เนื่องในการเลือกตั้งทั่วประเทศเมื่อกลางปีที่ผ่านมา

อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อก็ต่ำ ทำให้รักษาอัตราดอกเบี้ยต่ำได้ (ธนาคารกลางของเขารักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.5% มาตลอด) ซึ่งก็ช่วยดันอัตราโตทางเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง

เขาเคยมีความขัดแย้งการเมืองหนักหน่วง แต่ก็หาทาง “ปรองดอง” จนกลับมาสู่สภาพประชาธิปไตยปกติ

เขาเคยมีปัญหาแยกดินแดนทางใต้เหมือนเรา วันนี้ ฟิลิปปินส์เจรจาสงบศึกได้ในระดับน่าพอใจ

หากเราไม่เย่อหยิ่งเกินไป เราจะเรียนรู้จากเขาได้ไม่น้อย

รัฐมนตรี และส.ส.ของเรา ไม่ต้องเสียเงินเสียทองไป “ดูงาน” แถวยุโรปหรืออเมริกาที่เศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ เอาแค่สรุปบทเรียนจากฟิลิปปินส์เพื่อนเก่าแก่ของเราในอาเซียนนี่แหละ ผมว่าจะใกล้เคียงกับประสบการณ์ของเรามากกว่าเป็นไหนๆ