แต่ก่อนประเทศนี้ถูกเรียกว่าเป็น คนป่วยแห่งเอเชีย แต่วันนี้ ฟิลิปปินส์ กำลังเฟื่อง อัตราโตทางเศรษฐกิจ
ไตรมาสสองอยู่ที่ 7% เท่ากับจีน กลายเป็นหนึ่งในสองประเทศในเอเชียที่เศรษฐกิจร้อนแรงที่สุด
สาเหตุของความเข้มแข็งที่ฟิลิปปินส์มาจาก
1.ความแข็งแรงของพื้นฐานเศรษฐกิจ
2.การใช้จ่ายในประเทศที่เพิ่มขึ้น
3.การลงทุนที่คึกคักอย่างเป็นรูปธรรม
ถ้าเทียบว่าไตรมาสสองของไทยเรา ตัวเลขผลผลิตมวลรวมหรือ GDP โตแค่ 4% เศษ ๆ เราก็กำลังถูกทิ้งห่าง และหากอาการอึมครึมยังดำรงอยู่เพราะการเมืองแห่งความขัดแย้งในประเทศ และปัจจัยลบของเศรษฐกิจโลก ไทยเราก็จะถูกจัดอยู่อันดับใกล้ ๆ กับบ๊วยของเอเชียทีเดียว
เพราะเราจะอ้างเหตุผลของเศรษฐกิจโลกที่ซึมเซามาเป็นข้ออ้างทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะฟิลิปปินส์เองก็เจอกับปัญหาจากข้างนอกที่ไม่ต่างจากเราเท่าใดนัก ต่างกันเพียงว่าเขาบริหารเศรษฐกิจอย่างมีทิศทางและมีนโยบายชัดเจน อีกทั้งการเมืองของเขา แม้จะมีประเด็นถกเถียงกันไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้ซ้ำเติมความไม่เชื่อมั่นของเอกชนและนักลงทุนอย่างของไทยเรา
ฟิลิปปินส์แซงหน้าอินโดนีเซีย ในฐานะเป็นประเทศน่าลงทุน เพราะบริหารนโยบายการเงินและการคลังอย่างคล่องตัว
สำนักประเมินความเสี่ยงระหว่างประเทศสองแห่งให้คะแนนฟิลิปปินส์อยู่ในระดับ “น่าลงทุน” (investment grade) ซึ่งช่วยเสริมความมั่นใจของนักลงทุนมากขึ้นไปอีก
ด้านบวกของเศรษฐกิจของเขาคือ ดุลบัญชีเดินสะพัดที่แข็งแรงและเงินสำรองระหว่างประเทศที่มากเพียงพอ
ที่สำคัญคือ ฟิลิปปินส์สามารถสร้างภูมิต้านทานใหม่คือ การพึ่งพาการส่งออกน้อยลง เสริมสร้างการบริโภคในประเทศมาทดแทนการส่งออกอย่างเป็นระบบ
ต่างกับเราที่ยังต้องอาศัยรายได้จากการส่งออกอยู่ไม่น้อย ทั้ง ๆ ที่หลายรัฐบาลที่ผ่านมาก็ประกาศนโยบาย “ลดการพึ่งพาการส่งออก” แต่ในทางปฏิบัติก็ยังไม่สามารถจะทำให้เกิดมรรคผลอย่างจริงจังได้
การที่ฟิลิปปินส์สามารถรักษาอัตราโตของจีดีพีได้ที่ 7% ต่อเนื่องกัน 4 ไตรมาสเท่ากับเป็นการประกาศความแตกต่างไปจากประเทศอื่น ๆ ในเอเชียอาคเนย์ที่เริ่มเห็นอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจหดตัวลง
จุดอ่อนก็ยังเป็นการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีความสำคัญมากต่อการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ นี่เป็นหัวข้อที่รัฐบาลของประธานาธิบดีเบนิคโน อคิโนที่ 3 ตระหนักและป่าวประกาศมาตลอดว่า จะต้องแก้ไขประเด็นนี้ให้ได้
หาไม่แล้ว อัตราโตที่ 7% อาจจะเป็นเพียงภาพลวงตาที่อาจจะหดหายไปเหมือนเพื่อนบ้านอื่น ๆ ในอาเซียนก็ได้
หากแนวโน้มที่เห็นอยู่ยังดำรงต่อไปได้ ฟิลิปปินส์ ก็อาจจะลดระดับความยากจนลงไปได้ จากปัจจุบันที่มีอยู่ถึง 25% ของประชากร 97 ล้านคน
จุดแข็งอีกข้อหนึ่งของเขาคือ การที่คนฟิลิปปินส์ ประมาณ 10% ไปทำงานต่างประเทศ ทำมาหากินแล้วก็ส่งเงินกลับบ้านประมาณเดือนละ 50,000 ล้านบาท
ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของเขาคือ การใช้จ่าย เนื่องในการเลือกตั้งทั่วประเทศเมื่อกลางปีที่ผ่านมา
อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อก็ต่ำ ทำให้รักษาอัตราดอกเบี้ยต่ำได้ (ธนาคารกลางของเขารักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.5% มาตลอด) ซึ่งก็ช่วยดันอัตราโตทางเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง
เขาเคยมีความขัดแย้งการเมืองหนักหน่วง แต่ก็หาทาง “ปรองดอง” จนกลับมาสู่สภาพประชาธิปไตยปกติ
เขาเคยมีปัญหาแยกดินแดนทางใต้เหมือนเรา วันนี้ ฟิลิปปินส์เจรจาสงบศึกได้ในระดับน่าพอใจ
หากเราไม่เย่อหยิ่งเกินไป เราจะเรียนรู้จากเขาได้ไม่น้อย
รัฐมนตรี และส.ส.ของเรา ไม่ต้องเสียเงินเสียทองไป “ดูงาน” แถวยุโรปหรืออเมริกาที่เศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ เอาแค่สรุปบทเรียนจากฟิลิปปินส์เพื่อนเก่าแก่ของเราในอาเซียนนี่แหละ ผมว่าจะใกล้เคียงกับประสบการณ์ของเรามากกว่าเป็นไหนๆ









