วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Data dependent

ธนาคารกลางของสหรัฐ หรือ FED ต้องตกเป็นจำเลยต่อนักลงทุนและผู้ดำเนินนโยบายทั่วโลกอีกครั้ง

เมื่อ FOMC มีมติวันที่ 18 ก.ย. ที่ผ่านมาให้ดำรงเม็ดเงินอัดฉีดเข้าระบบ (Stimulus program, QE) ในอัตราเดิมที่เดือนละ USD 85Bln โดยอ้างอิงถึงภาคการจ้างงานที่ยังไม่มีการพัฒนาที่ชัดเจน ถ้อยแถลงในครั้งนี้นับเป็น Surprise ครั้งใหญ่ต่อทุกคนทั่วโลก เพราะนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่า FED จะปรับลดปริมาณ QE ลง 10Bln เหลือ USD 75Bln ต่อเดือนสืบเนื่องจากถ้อยแถลงจากการประชุมวันที่ 22 พ.ค. และ 19 มิ.ย. ถึงแนวคิดที่จะทำ TAPERING (หรือลดปริมาณการเข้าซื้อพันธบัตรและตราสารหนี้ประเภท Mortgage-Backed Securities)

สัญญาณดังกล่าวเป็นเหตุให้ Yield ของ US Treasury ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วแตะ 2.99% และเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการปรับตัวขึ้นของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ และ Developed Markets อื่นๆ สะท้อนการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐ จะเริ่มฟื้นตัวในระยะเวลาอันใกล้นี้

หาก track ดูจะเห็นได้ว่ามี Inflows จำนวนมหาศาลไหลเข้า Developed Markets อย่างต่อเนื่องในช่วงเดือน มิ.ย. ถึง ต้นเดือน ส.ค. .... เมื่อมองอีกฝั่งหนึ่ง หรือ กลุ่มประเทศ Emerging markets พบว่า EM ต้องประสบกับสภาวะ Outflows อย่างรุนแรง โดยการไหลออกของเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติเกิดขึ้นทั้งในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้น และทำให้อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าลงตาม Outflows ที่ไหลออกอย่างรุนแรง เรียกได้ว่า ทุกประเทศในเอเชียต่างสะบักสะบอมกันถ้วนหน้า

เมื่อ FED เลือกที่จะดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนปรนในครั้งที่ 3 หรือ QE3 เรามักได้ยินความกังวลของนักเศรษฐศาสตร์รวมถึงผู้กำหนดนโยบายว่า การเติบโตของ Balance sheet ของ FED (จาก USD 1Trillion เป็น USD 3Trillion ภายในเวลา 5 ปี) เริ่มเข้าสู่ภาวะอันตราย และจะส่งผลรุนแรงต่อทุกตลาดทั่วโลกเมื่อ FED ต้อง EXIT หรือ ที่เราเรียกว่า REVERSAL นั่นเอง

REVERSAL เป็นการ Unwind position ด้วยการขายหลักทรัพย์ที่ถือครองอยู่ออกสู่ตลาด มีผลให้ Balance sheet ของ FED เล็กลง และ Money Supply ลดลง ซึ่ง REVERSAL จะเกิดขึ้นหลังจาก TAPERING (ซึ่ง Tapering เป็นเพียงการลดปริมาณเงินที่อัดฉีดเข้าระบบต่อเดือน กล่าวคือ Money Supply ยังไม่ได้ลดลง แต่เติบโตในอัตราที่ช้าลง)

กระบวนการ EXIT ที่ไม่ดี จะทำให้นักลงทุนทั่วโลกตื่นตระหนก บรรยากาศการลงทุนในทุกตลาดจะเข้าสู่ภาวะผันผวนและขาดสภาพคล่อง ตลาดบอนด์จะ Crash เพราะ Yield ปรับขึ้นรุนแรง - นี่ไม่ใช่เรื่องที่เกินจริง - เพราะเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นในวันที่ 4 ก.พ. 1994 วันที่ FED ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1989

การปรับขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนั้นถือเป็น Surprise แก่ตลาดอย่างมาก เพราะ FED ไม่ได้ส่งสัญญาณให้นักลงทุนหรือภาคธุรกิจเตรียมรับมือกับการ REVERSE Trend ในครั้งนั้น ... ว่ากันว่า Statement ที่ออกมามีเพียงไม่กี่บรรทัด และเป็นการส่งออกในทันทีหลังจากการประชุม FOMC เสร็จสิ้น ไม่น่าแปลกใจที่ตลาดจะ panic อย่างมาก Yield ของ UST 10 ปี ปรับขึ้นจาก 5% ไป 8% ภายในเวลาเพียง 6-7 เดือน

ข้อมูลในตารางเป็นการเปรียบเทียบสภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯใน 3 ช่วงเวลา คือ ปี 1994 2004 และ 2014 สังเกตได้ว่า (1) Rate-hike cycle จะเกิดขึ้น 3ปีหลังจากที่ recession จบลง ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 1994 นั้นเป็นการปรับขึ้นหลังจากที่ Recession ได้จบลงในปี 1991

ขณะที่การขึ้น rate ในปี 2004 นั้น Recession จบลงไปในปี 2001 (2) Unemployment rate ที่ 7.3-7.5% ยังอยู่ในระดับที่สูง แต่เมื่อคิดเป็นระดับที่ลดลง -3.3% points แล้ว ถือว่าดีกว่าทั้ง 2 ครั้งก่อนหน้า

นอกจากกระบวนการตัดสินใจเพื่อ EXIT จากนโยบายผ่อนปรนอัตราแล้ว เราพบว่า Communication ของ FED มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย เพราะมีความสำคัญมากต่อการปรับตัวของนักลงทุนและผู้ประกอบการ ในกราฟเป็นการแสดงการปรับตัวของ Yield ของ UST 10 ปี

ในปี 1994 Yield (เส้นสีเหลือง) มีการกระชากขึ้นรุนแรงมากหลังจาก First rate hike แต่กลับไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนักก่อนการขึ้น rate ซึ่งเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ในปี 2004 แล้ว พบว่าเป็นการทยอยปรับขึ้นล่วงหน้าก่อนการประชุม นักลงทุนได้รับทราบสัญญาณล่วงหน้าและทยอยปรับพอร์ทการลงทุนก่อน First rate hike ในปี 2004 เป็นที่ชัดเจนว่า FED เตรียมตัวดีมากในปี 2004 เพราะไม่อยากให้ตลาดเกิดภาวะตื่นตระหนกดังที่เกิดขึ้นในปี 1994 ซ้ำรอยอีก

ในครั้งนี้เช่นกัน ผมคิดว่าที่ Commerzbank ระบุในหัวตารางว่า “ปี 2014” นั้นเป็นการ imply จากถ้อยแถลงของ FED เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า TAPERING จะเกิดขึ้นภายในปี 2014 และหลังจาก Surprise จากการประชุม FOMC ในวันที่ 18 ก.ย. FED เริ่มถูกกล่าวถึงในประเด็น Credibility และ Consistency ทำให้ทั้ง Dudley ซึ่งเป็น New York FED President และ Bullard (St. Louis FED President) ต่างรีบออกมาให้การสนับสนุนมติของ FED ว่าไม่ใช่ Surprise แต่อย่างใด แต่เป็นเพราะ FED ต้องทำตัวเป็น Data-dependent

เพราะตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาล่าสุดเปลี่ยนภาพที่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในเดือนมิ.ย.ไปโดยสิ้นเชิง หากดึงดันที่จะทำ TAPERING อาจทำให้สะดุดและทรุดกลับไปได้ ... แม้จะพูดชัดขนาดนี้ และตลาดจะดีใจกับ Tapering ที่ถูก delay ออกไป ผมกลับไม่คิดว่าจะมี room ให้ risky assets ขึ้นแรงๆได้อีกเพราะนักลงทุนเริ่มเตรียมรับมือกับปัจจัยสภาพคล่องหากเรื่อง Debt ceiling ในวันที่ 30 ก.ย. ไม่เป็นไปตามคาด และ Tapering ที่อาจกลับอีกครั้งมาในปลายปีครับ