สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาพระราชบัญญัติ ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
ด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. .... เป็นวาระ 2 ซึ่งไม่น่ามีปัญหาในการผ่านการพิจารณา ในขณะที่คนในรัฐบางมองข้ามการอภิปรายในวาระ 2 ไปแล้ว จากคำกล่าวของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รวมทั้งรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลอื่นที่ว่าต้องการให้เดินหน้าโครงการนี้ต่อไปและไม่อยากให้เกิดการสะดุดของโครงการ เพราะเป็นโครงการที่พลิกโฉมด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศครั้งใหญ่
ความเห็นของคนในรัฐบาลต้องการอยากเห็นให้โครงการเดินหน้าต่อไป ถือเป็นการส่งสัญญาณไปยังฝ่ายค้านคือพรรคประชาธิปัตย์โดยตรง เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์เห็นต่างในหลายด้านต่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ รวมทั้งการใช้งบประมาณที่อยากให้ผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปีมากกว่าออกกฎหมายกู้เงิน และประกาศว่าหากสภาผ่านร่างกฎหมายเรียบร้อยแล้ว ก็จะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความทันทีว่ากฎหมายฉบับนี้ขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่รัฐบาลไม่อยากให้"สะดุด"
ไม่ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะสะดุดหรือไม่เป็นเรื่องของอนาคต แต่ข้อถกเถียงทางความคิดได้แบ่งเป็นสองขั้ว ระหว่างผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งจากการติดตามความคิดของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันโครงการให้ได้และเห็นว่าเป็นความจำเป็นอย่างเร่งด่วน คือ จะเป็นโครงการที่ทำให้ประเทศไทยพัฒนาก้าวไปอีกขั้น นักคิดของรัฐบาลมองว่าหากโครงการนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและตามแผนที่วางไว้ เราจะได้เห็นโฉมหน้าประเทศไทยใหม่ในอีก 7 ปีข้างหน้า โดยไทยจะก้าวสู่ความทันสมัยเต็มรูปแบบ
นักคิดของรัฐบาลยังประเมินไปอีกว่าโครงการนี้จะก่อให้เกิดการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค โดยเฉพาะจังหวัดตามแนวเส้นทางรถไฟความเร็วสูงผ่าน ซึ่งไม่เฉพาะขน"พืชผักสด"เข้าสู่ชุมชนเมืองอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดการกระจายตัวของความเจริญจากส่วนกลางไปสู่ส่วนภูมิภาค นั่นหมายความว่าต่อไป ช่องว่างระหว่างต่างจังหวัดกับกรุงเทพฯจะลดลง เพราะคนที่มีรายได้มากขึ้นจากระบบคมนาคมที่สะดวก และผลสุดสุดท้ายจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ(จีดีพี)เติบโตอย่างต่อเนื่อง
นโยบายนี้แทบจะไม่มีผลเสียใดๆเลยตามความเห็นของผู้ร่างนโยบายรัฐบาล เพราะจะมีแต่ผลดีต่อประเทศ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ซึ่งที่ผ่านมา เราแทบไม่ได้ยินคนในรัฐบาลพูดถึงผลเสียเลย แม้แต่การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องหนี้สาธารณะของประเทศ คนในรัฐบาลและนักเศรษฐศาสตร์หลายคนต่างก็สนับสนุน เพราะเชื่อว่าภาระหนี้ดังกล่าวไม่มีปัญหาใดๆต่อฐานะของประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งเพียงพอในการรับภาระหนี้ก้อนนี้เป็นเวลาครึ่งศตวรรษ
ดังนั้น โครงการนี้เท่ากับเป็นความหวังของประเทศ บางคนถึงกับเชื่อว่าจะสามารถผลักดันให้คนไทยร่ำรวยขึ้นเป็นประเทศที่มีรายได้สูง แต่ความหวังที่เกิดขึ้นและรัฐบาลพยายามจะวาดภาพให้เห็นนั้นล้วนแต่อยู่บนโมเดลการอธิบายเท่านั้น กล่าวคือเป็นการประมาณการถึงความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้น แต่ความเป็นจริงของโครงการนี้ต้องรอการพิสูจน์เท่านั้น เพราะโครงการนี้เกิดจากโมเดลอย่างแท้จริง เราเห็นโมเดลโครงการขนาดใหญ่ของนักการเมืองและก็เห็นตัวอย่างมามากแล้วว่าเป็นอย่างไร โมเดลกับความเป็นจริงมักจะเป็นหนังคนละม้วนเสมอ









