วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ของแพง : ฉุดกำลังซื้อและเศรษฐกิจ

เดือนกันยายนนี้เป็นเดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ ที่ข้าราชการจำนวนหนึ่งกำลังจะเกษียณอายุราชการ ก็ขอคารวะแสดงความนับถือ

และขอบคุณข้าราชการที่ได้ทำงานรับใช้ประเทศชาติและประชาชนมาอย่างยาวนานและท่านสมควรที่จะได้พักผ่อน แต่ก็ยังมีข้าราชการอีกจำนวนหนึ่งที่ทำงานรับใช้นักการเมืองอย่างไม่ลืมหูตาที่หวังเพื่อลาภยศหรือตำแหน่งที่จะได้รับ โดยไม่ได้สำนึกว่าเงินเดือนที่ท่านได้มานั้นมาจากหยาดเหงื่อเงินภาษีของประชาชน และปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนไม่ได้รับการดูแลแก้ไข นับตั้งแต่ ภาวะเศรษฐกิจทรุด กำลังซื้อหดหาย ราคาสินค้าเกษตรหลัก เช่น ข้าว ยางพารา ปาล์ม มันสำปะหลัง ตกต่ำ ในขณะค่าครองชีพหรือราคาสินค้าส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น

ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะไม่ได้สนใจแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างจริงจัง ที่นักการเมืองและข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ที่ได้ออกมาพูดซ้ำเติมในลักษณะว่า ประชาชนรู้สึกไปเองว่าของแพง ซึ่งข้อเท็จจริงเรื่องของแพงคือในเดือนกันยายนนี้ยังซ้ำเติมประชาชนด้วยการปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีหรือก๊าซหุงต้มภาคครัวเรือนอีก กิโลกรัมละ 50 สตางค์ โดยเริ่มขึ้นในต้นเดือนกันยายนนี้ และทยอยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปอีก 1 ปี คือ ขึ้นไปถึง 24.82 บาทต่อกิโลกรัม จากราคาในปัจจุบันอยู่ที่ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งหากพูดว่าราคาก๊าซหุงต้มเพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 50 สตางค์ บางคนอาจจะไม่รู้สึกว่าเป็นอย่างไรแต่หากจะใช้ก๊าซขนาดถังละ 15 กิโลกรัมที่ใช้ครัวเรือนจะใช้กันมากที่สุดที่ราคาในปัจจุบันราคาถังละ 190 บาทจะปรับขึ้นเป็น 197.50 บาท (ซึ่งเชื่อว่าร้านค้าคงจะปรับเป็นตัวเลขกลมๆ เป็น 300 บาทต่อถัง) และวันที่ 1 มกราคม 2557 ราคาจะเพิ่มเป็นอย่างน้อยถังละ 220 บาท และในเดือนตุลาคมราคาจะเพิ่มเป็นอย่างน้อยถังละ 290 บาท หรือเป็นอัตราเพิ่มถึงร้อยละ 52 ซึ่งกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะราคาอาหารสำเร็จรูปประเภทอาหารจานด่วน อาหารถุง และอาหารตามร้าน ที่แม้กระทรวงพาณิชย์จะใช้มาตรการในขอความร่วมมือไม่ให้ปรับขึ้นราคาด้วยการอ้างว่าจะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในระดับ 7-8 สตางค์/จาน แค่ในข้อเท็จจริงอาหารได้มีการปรับขึ้นแล้วและการปรับจะเพิ่มขึ้นจานละ 5-10 บาท ในปัจจุบันราคาอาหารตามสั่งได้พุ่งจากจานละ 30-35 บาท ขึ้นมาเป็นจานละ 40-45 บาทแล้ว และไข่เจียว 1 ฟองก็ปรับขึ้นจาก 10 บาทเป็น 15 บาท ในหลายแห่งที่ยอมคุมราคาอาหารตามคำขอร้องของหน่วยงานภาครัฐแต่ปริมาณอาหารก็ลดลง

นอกจากนี้แล้ว ยังจะมีการปรับราคาก๊าซแอลพีจีสำหรับภาคขนส่ง โดยจะปรับขึ้นในอีก 6 เดือนข้างหน้า เริ่มจากเดือนมีนาคม 2557 จนกว่าจะครบหนึ่งปี ซึ่งจะทำให้ราคาก๊าซแอลพีจีภาคขนส่งปรับเพิ่มจากราคา 18.13 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 21.38 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งการปรับขึ้นก๊าซแอลพีจีสำหรับภาคขนส่งนี้ก็จะกระทบต่อรถแท็กซี่ ดังจะเห็นได้ว่ากลุ่มแท็กซี่เองก็ได้รวมตัวกันร้องเรียนขอปรับอัตราค่าโดยสารเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน โดยกลุ่มเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพฯ ได้ยื่นหนังสือถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.กระทรวงพลังงาน และกลุ่มสมัชชาแท็กซี่แห่งชาติ ได้ยื่นฟ้อง รมว.กระทรวงคมนาคมต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ รมว.คมนาคม ดำเนินการปรับอัตราการเรียกเก็บค่าโดยสารให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและต้นทุนที่สูงขึ้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย

อีกหนึ่งรายการที่มีการปรับราคาในเดือนกันยายนนี้ก็คือ ค่าทางด่วนทั้งหมดก็จะปรับขึ้นราคาอีก 5-10 บาทต่อเที่ยว นอกจากนี้ค่าสาธารณูปโภคที่สำคัญอีกประการคือ อัตราค่าไฟฟ้าผันแปรงวดใหม่ (ก.ย.-ธ.ค.) จะปรับขึ้นอีกประมาณ 7 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะทำให้ค่าไฟฟ้าของครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นอีกเฉลี่ยประมาณครอบครัวละ 50-70 บาทต่อเดือน โดยอ้างว่าค่าเงินบาทมีทิศทางอ่อนค่าลงจากเดิมการคำนวณงวดที่แล้วเฉลี่ยอยู่ที่ 29 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเฉลี่ยอยู่ที่ 31 บาทต่อดอลลาร์ ประกอบกับราคาก๊าซธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้นจึงทำให้ค่าไฟฟ้างวดนี้ต้องปรับขึ้นกว่า 10 สตางค์ต่อหน่วยแต่เพื่อบรรเทาผลกระทบประชาชนคาดว่าจะประกาศขึ้นประมาณ 6-7 สตางค์ต่อหน่วย

มาตรการปรับเพิ่มราคาสินค้าจำเป็นหลักข้างต้นได้ซ้ำเติมความเดือดร้อนให้กับประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย การควบคุมหรือการตรึงราคาสินค้าเอาไว้ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งขาดทุนและไม่สามารถอยู่ได้ต้องปิดกิจการไป เพราะต้นทุนการผลิตที่สำคัญนับตั้งแต่ ค่าแรง ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่งปรับขึ้นไปในขณะที่ไม่สามารถปรับราคาขายขึ้นไปได้ จึงไม่ยุติธรรมที่รัฐสามารถปรับราคาสินค้าบางรายการได้แต่ไม่อนุมัติให้ผู้ประกอบการปรับขึ้นราคาสินค้าได้ สำหรับประชาชนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยหรือมีรายได้เป็นค่าแรงรายวันหรือค่ารายเดือนที่มีกำลังซื้อลดน้อยลง (จากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น)

ดังนั้น ราคาสินค้าที่สูงขึ้นจึงส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ และฉุดเศรษฐกิจให้เติบโตในอัตราที่ต่ำลง ที่มีการปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ลงถึงร้อยละ 1 ที่คาดว่าจะเติบโตได้เพียงประมาณร้อยละ 4 จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่เฉลี่ยประมาณร้อยละ 5 ซึ่งการปรับลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจร้อยละ 1 นี้เป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐไม่ควรจะมองข้ามไปเพราะโดยปกติแล้วการปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะลดลงเพียงเล็กน้อยไม่เกินร้อยละ 0.5 และเศรษฐกิจที่เติบโตน้อยลงนี้ก็จะมีผลกระทบต่อการจ้างงานและผลกระทบทางสังคมอีกหลายประการที่จะติดตามมา