ไม่ได้โทษว่าอุบัติเหตุสาธารณะประเภท "เครื่องบินไถล รถไฟตกราง" ที่เกิดถี่ยิบในช่วงนี้เป็นการกระทำของรัฐบาล
แต่กำลังจะบอกว่ารัฐบาลกำลังละเลยการแก้ไขปัญหา ที่กระทบกับการดำรงชีวิตประจำวัน ของประชาชนในประเทศอยู่หรือไม่
ตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา รถไฟไทยตกรางไปแล้ว 13 ครั้ง ล่าสุด คุณประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. เพิ่งสั่งปิดให้บริการรถไฟสายเหนือตั้งแต่สถานีศิลาอาสน์ จ.อุตรดิตถ์ ถึงสถานีเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 16 ก.ย.ถึง 31 ต.ค.เพื่อซ่อมใหญ่ แต่หลังจากแถลงข่าวเมื่อวันที่ 6 ก.ย.ได้เพียง 1 วัน ก็เกิดรถไฟตกรางอีก แต่คราวนี้เป็นสายวงเวียนใหญ่-มหาชัย
เครื่องบินของการบินไทยก็ไม่ต่างกัน ก่อนหน้าไถลตกรันเวย์ที่สุวรรณภูมิเพียงไม่กี่วัน ก็ตกหลุมอากาศที่ฮ่องกง โชคยังเข้าข้างที่กัปตันนำเครื่องลงจอดได้อย่างปลอดภัย มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บไปจำนวนหนึ่ง
เครื่องบินลำที่ไถลออกนอกรันเวย์ เป็นเครื่องแอร์บัส เอ 330-300 ใช้งานมานานถึง 18 ปี
ทั้งสองข่าวนี้เป็นข่าวร้ายรายวันที่ประชาชนต้องเผชิญ เช่นเดียวกับข่าวข้าวของแพง แก๊ส-น้ำมัน-ทางด่วนขึ้นราคา โดยที่ยังมองไม่เห็นว่ารัฐบาลจะมีมาตรการอะไรรับมือ นอกจากข้าราชการระดับสูงที่เกี่ยวข้องตั้งข้อสังเกตว่า "คิดไปเองหรือเปล่า"
เกือบ 2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ผู้คนในสังคมต้องลุ้นระทึกกับ "ม็อบชาวสวนยาง" ที่ปิดถนนและทางรถไฟจนทำให้การคมนาคมสายใต้หวิดเป็นอัมพาต และต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มมหาศาล
รัฐบาลใช้เวลาแก้ปัญหานานข้ามสัปดาห์ นัดพูดคุยเจรจากันก็หลายครั้ง แต่จนถึงขณะนี้กลับยังไม่สะเด็ดน้ำ ม็อบยังฮึ่มๆ จะชุมนุมกันอีกครั้งช่วงสุดสัปดาห์นี้
ปัญหาบ้านเมืองมากมายประดามี แต่นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เน้นเดินสายเยือนต่างประเทศ สัปดาห์นี้ไปมอนเตเนโกร กับอิตาลี ทั้งๆ ที่มอนเตเนโกรเป็นประเทศที่มอบพาสปอร์ตให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายของตนเอง ถามว่าความเหมาะควรอยู่ตรงไหน สุ่มเสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่
หลายๆ ประเทศที่นายกฯเดินทางไปเยือนในช่วงที่ผ่านมา บางประเทศยังหาความจำเป็นไม่เจอว่าไปเยือนทำไม และยังไม่เห็นผู้นำประเทศไหนเดินทางเยือนประเทศอื่นกันสะบั้นหั่นแหลกขนาดนี้ หรือกำลังสร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้นำที่เยือนประเทศต่างๆ มากที่สุดในโลก นอกเหนือจากที่เคยสร้างประวัติศาสตร์เป็นนายกฯหญิงคนแรก และเป็นรัฐมนตรีกลาโหมหญิงคนแรกของเมืองไทยมาแล้ว (แต่ยังไม่เคยเห็นการให้นโยบายหรือผลักดันยุทธศาสตร์อะไรที่เกี่ยวกับกองทัพเลย)
นั่นคือผลงานของฝ่ายบริหาร...
หันไปดูการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติในสภาบ้าง ก็จะพบแต่การเร่งรัดกฎหมายที่รังแต่จะสร้างความขัดแย้ง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัญหาพื้นฐานของประชาชน แก้รัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว.ก็มุ่งประโยชน์ทางการเมืองอย่างน่าเกลียด ส.ส.รัฐบาลเอาแต่ท่องบท "ปิดอภิปราย" ขณะที่ ส.ส.ฝ่ายค้านก็สู้ด้วยวิธีถ่อยเถื่อน เขวี้ยงทำลายข้าวของ วันๆ ทั้งสองฝ่ายเอาแต่แถลงข่าวกล่าวหากันไปมา และเป็นท่อน้ำเลี้ยงมวลชนนอกสภาเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตน
ดูจากวิกฤติด้านต่างๆ ที่กำลังคืบคลานเข้ามา เทียบกับข่าวดีที่มีน้อยยิ่งกว่าน้อยตามหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน ทำให้น่าคิดว่าบุญเก่าของบ้านเมืองเราใกล้จะหมดลงแล้วหรือไม่ เพราะยังไม่เห็นใครสะดุ้งสะเทือนหันมาใส่ใจกับปัญหา แม้แต่รัฐบาลที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง
อย่าให้ความเป็นจริงเหมือนกับตลกร้ายที่เขาพูดกัน...ประเทศไทยนั้นดีทุกอย่าง ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ปลอดจากภัยธรรมชาติขนาดใหญ่ แต่โชคร้ายที่มีคนไทยอยู่!






