วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ป่าไม้ เณรคำ รถหรูและรถซิ่งไม่คืบหน้า

มีคดีซึ่งอยู่ในความสนใจของประชาชนทั้งสะเทือนขวัญเขย่าขวัญและ ถูกกล่าวขวัญถึงกันหลายคดี

โดยปกติ “คดีทำนองดังว่า” จะได้รับการแก้ไขดำเนินการคลี่คลายทั้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้รักษากฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งรีบ กระทั่งมักมีการเหน็บแนมอยู่เสมอว่า ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่จะเน้นทำคดีเฉพาะที่สื่อและสังคมให้ความสนใจ ใครที่มีคดีความเมื่อเห็นว่าไม่เป็นธรรมหรือล่าช้าเกินการณ์บางทีเราคงเคยเห็นคนไปทุบรถ ไปปีนเสาไฟฟ้าเพื่อเรียกร้องความสนใจให้สื่อมาทำข่าว กลายเป็นว่า พนักงานตามกฎหมายมีอำนาจหน้าที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามครรลองวิธีการและอำนวยความยุติธรรมให้ประชาชนยังไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพให้เป็นที่น่าพึงพอใจของคนส่วนใหญ่

ผมจึงลองไล่เรียงดูพบว่า มีหลายคดีสำคัญซึ่งแรกเริ่มดูเหมือนจะทำท่าขึงขังเอาจริงเอาจัง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เรียกได้ว่าเป็นความละม้ายคล้ายคลึงกับคดีสามัญทั่วๆ ไปที่มักได้ยินข้อครหาว่า อาจมีผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังบ้าง มีการขอกันบ้าง มีการวิ่งเต้นล้มคดีบ้าง หรือกระทั่งมีเรื่องราวกล่าวหาว่าเกิดความไม่ชอบมาพากลในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ก็มี นับว่าที่ยกตัวอย่างมาคือหยิบมือเดียวของข้อติติงทางสังคมต่อเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ยังมีความสลับซับซ้อนชวนให้เกิดข้อกังขาอื่นๆ อีกมากมายแตกต่างกันไปในแต่ละคดีความ

“คดีความสำคัญ” ที่กำลังเขียนถึงนี้ มีชัดๆ อยู่สี่ห้าคดี ได้แก่ กรณีรุกที่สงวนหรืออุทยานแห่งชาติของบรรดาผู้ประกอบการรีสอร์ทที่พักตากอากาศทั้งหรูและไม่หรู เคยเป็นเรื่องฮือฮาสมัย นายดำรง พิเดช เมื่อครั้งอยู่ในตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้นำกำลังทลายรีสอร์ทแห่งหนึ่งและยังมีงานค้างเก่ากระทั่งวันนี้ได้รับแต่งตั้งมาเป็น กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า การได้อำนาจหน้าที่เข้ามากำกับดูแลหน่วยงานที่ตนเคยสังกัดอยู่ จะสามารถเดินหน้าเอาผิดกับบรรดาผู้ละเมิดกฎหมายได้จริงหรือไม่

แต่สำหรับคดี “อดีตพระเณรคำ” ซึ่งท้าทายกฎหมายและข้อบัญญัติของคณะสงฆ์ในการแสดงตนอย่างโจ่งแจ้งว่าได้กระทำผิดพระธรรมวินัยในหลายวาระโอกาส ทาง “ดีเอสไอ” ตัวตั้งตัวตีในการเข้ารับดำเนินคดีเป็น “คดีพิเศษ” ดูเหมือนล่าสุดหลังจากทราบทางสื่อมวลชนว่าตัวผู้ต้องหาได้หลบหนีมาอยู่ที่ สปป. ลาว ได้มีการประสานทางคดีกับเจ้าหน้าที่ลาว และหลายๆ ส่วน แต่ถึง ณ ปัจจุบัน เรายังไม่เห็นตัว “เณรคำ” แม้จะมีข่าวคนรอบข้าง เช่น อดีตคนใกล้ชิดออกมาจะฟ้องร้องดำเนินคดีเรียกร้องค่าเสียหายเป็นหลักร้อยล้านบาท หรือ บรรดาบุคคลคณะบุคคลที่ออกโรงปกป้องอย่างสุดชีวิต ได้ยินว่าจะเอาผิดทางอาญาอย่างโน้นอย่างนี้ ก็ไม่มีความคืบหน้าให้ได้ทราบเหมือนอย่างเคย

เช่นเดียวกับ “คดีรถหรู” ที่เริ่มเห็นออกมาวิ่ง “เกลื่อนเมือง” สร้าง “ความเดือดร้อนรำคาญ” ทั้งมลภาวะทางเสียงและความอันตราย ให้กับสาธารณชนคนใช้รถใช้ถนน ท่านทั้งหลายคงยังไม่ลืมคดีทายาทคนดังขับรถหรูลากตำรวจไปไกลหลายร้อยเมตรถุงวันนี้ “หมายจับ” ตำรวจด้วยกันยังเห็นไม่ค่อยตรงกับทางอัยการ เท่าที่พบมาทางตำรวจที่ชอบตั้งด่านทั้งของจริงและของปลอม มักไม่กล้าเอาผิดคนขับรถหรู ด้วยเกรงใจหรือเกรงกลัวอย่างไม่มีเหตุผล เพราะเข้าใจผิดว่ารถหรูทุกคัน “มีเส้น” จึงไม่อยากยุ่งเกี่ยวข้องแวะ ทำให้สังคมเราพากันแสวงหาให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทองและอำนาจเพราะเชื่อว่าการมีของพวกนี้เป็น “การสร้างบารมีทั้งทางตรงและทางอ้อม” คนจึงไม่เกรงกลัวกฎหมาย หรือ สามารถท้าทายกฎหมายได้เพราะการบังคับใช้กฎหมายอ่อนปวกเปียกและมีหลายมาตรฐานอย่างที่ทราบๆ กัน

กระทั่งล่าสุดคดีรถซิ่ง รถโดยสารไม่มีคุณภาพ ถึงขนาด “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นาย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ลงทุนโดยสารรถเมล์ร่วม ขสมก. ด้วยตนเอง และออกมายอมรับในการให้บริการแบบขอไปที ผ่านไปได้สี่ห้าวันก็เกิดเหตุสยองขวัญบนทางหลวงเมื่อรถตู้วิ่งรับผู้โดยสารแต่พาคนไปตายเกือบยกคันและมีผู้บาดเจ็บนับสิบคน มีแต่คนบ่นว่า น่าเสียดาย “คนขับรอดตาย” เรื่องราวนี้เป็นเสียงสะท้อนทั้งจากผู้เขียนที่มองเห็นความไม่ใส่ใจกันและกันของคนในสังคมและผู้มีหน้าที่รับผิดชอบรับอาสามาทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ถึงเวลาคนที่เราอยากเห็นจำพวก “ทองแท้ไม่กลัวไฟ” พากันหลอมละลายกลายเป็นทองแดงหรือทองเคไม่มีราคาให้เป็นที่ขัดเคือง