วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ท่านผู้เฒ่าลีกวนยู : เหมือนจะสั่งลาด้วยใจพะวง

หนังสือเล่มใหม่ของอดีตนายกฯ สิงคโปร์คนดัง ลีกวนยู มีเนื้อหาชวนคิดชวนวิพากษ์หลายประเด็น

โดยเฉพาะที่ท่านผู้เฒ่าถามเองตอบเองว่า

“อีก 100 ปี สิงคโปร์จะยังดำรงอยู่หรือเปล่า ผมไม่แน่ใจเท่าไร สหรัฐ จีน อังกฤษ ออสเตรเลีย ประเทศเหล่านี้ ยังไงๆ ก็จะยังอยู่อีก 100 ปีข้างหน้า แต่สิงคโปร์เพิ่งจะเป็นประเทศก็เมื่อเร็วๆ นี้เอง...”

วันที่ 16 เดือนกันยายน นี้ ลีกวนยู อายุ 90 แล้ว สุขภาพก็ดูจะมีปัญหา และแกก็ประกาศในหนังสือว่าแกเตรียมตัวตายอยู่แล้วเหมือนกัน

“ทุกอย่างย่อมมีวันจบสิ้น และผมอยากให้ของผม (ความตาย) มาเร็วและไร้ความเจ็บปวดมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมไม่ต้องการนอนกึ่งโคม่าเป็นผักอยู่บนเตียง และมีสายระโยงระยางผ่านจมูกลงไปถึงพุงของผม...”

วันเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ (One Man’s View of the World) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่น่าเชื่อว่า ลีกวนยู ที่ครั้งหนึ่งไม่เคยยอมแพ้อะไรหรือใครหน้าไหน ยอมรับความพ่ายแพ้กับสงครามที่เขาต่อสู้มานาน

นั่นคือ การพยายามให้คนหนุ่มสาวชาวสิงคโปร์ ทำลูกให้มากๆ เพื่อให้ขนาดประชากรของเกาะแห่งนี้ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

"ลี" ได้ใช้กลยุทธ์ทุกวิธีในการน้าวโน้มให้คนรุ่นใหม่แต่งงานและผลิตลูก โดยเสนอให้เงินโบนัสและสิทธิพิเศษมากมายหลายอย่าง แต่อัตราการเกิดของเด็กใหม่ ก็ยังอยู่ที่ 1.20 ต่อผู้หญิงหนึ่งคน ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ 2.1 ที่จะต้องทำให้ได้ หากว่าจะรักษาประชากรคนสิงคโปร์ให้โตขึ้นในสัดส่วนที่เพียงพอ สำหรับการพัฒนาประเทศตามแนวทางของแก

อดีตนายกฯ บอกว่า ยอมรับว่าทำไม่สำเร็จและปัญหาสองต่อ...คนเกิดน้อย คนแก่ตายยาก...เป็นเรื่องที่ผู้นำรุ่นใหม่ของสิงคโปร์ ต้องหาทางแก้ไขเอาเองแล้ว

แต่ในยามใกล้จะจากลานี้ ลีกวนยู ห่วงเรื่องที่ใหญ่กว่านั้นอีก....นั่นคือ ความเป็นประเทศสิงคโปร์จะดำรงอยู่ได้อีกนานเท่าไร อีก 100 ปี เกาะแห่งนี้จะหมดสภาพความเป็นชาติหรือประเทศหรือไม่

แกยอมรับเช่นกันว่า ไม่รู้จริงๆ เพราะว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้ท่านอดีตผู้นำสิงคโปร์เกิดอาการท้อแท้เหมือนกัน

แกบอกว่า คนรุ่นก่อนได้สร้างสิงคโปร์ขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน จากที่เกาะแห่งนี้ไม่มีอะไรเลยจนเป็นประเทศที่รายได้ต่อหัวสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก

“สมัยผมเป็นนายกฯ ผมทำทุกอย่างเพื่อเก็บเกี่ยวผลพวงนั้น ต่อมาท่านนายกฯ โก๊ะจ๊กตง ก็ทำเช่นนั้นเหมือนกัน และ บัดนี้ หลี่เสียนหลง กับคณะ ก็จะสามารถสร้างความรุ่งเรืองให้กับประเทศได้อีก 10 ถึง 15 ปี...แต่หลังจากนั้น เส้นทางของประเทศจะไปอย่างไร ย่อมขึ้นอยู่กับว่าคนรุ่นใหม่ของสิงคโปร์ จะเลือกเดินอย่างไร...”

"ลี" เสริมต่อด้วยน้ำเสียงของคนท้อแท้ว่า

“ไม่ว่าคนรุ่นใหม่ของสิงคโปร์ จะเลือกเส้นทางข้างหน้าอย่างไร ผมก็มั่นใจเหลือเกินว่าถ้าสิงคโปร์ได้รัฐบาลที่งี่เง่า เราก็เจ๊ง...และประเทศนี้ก็จะจมลงสู่ความว่างเปล่าอย่างแน่นอน...”

จะวิเคราะห์ว่าเป็นการแสดงความห่วงใยอย่างลึกซึ้ง หรือเป็นการส่งคำเตือนด้วยวาทะร้อนแรงตามสไตล์ของคนที่ครั้งหนึ่งเคยปกครองประเทศ ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดก็แล้วแต่

แต่ที่ค่อนข้างชัดเจน ก็คือ ว่าท่านผู้เฒ่าแห่งสิงคโปร์ พูดและเขียน หรือจะเป็นปัจฉิมโอวาทในฐานะไม้ใกล้ฝั่ง ที่หงุดหงิดกับคนรุ่นใหม่หลายเรื่องเหลือเกิน

เห็นจะบอกว่า “นอนตายตาหลับ” ยังไม่ได้