วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นวัตกรรมนำไทย สดๆจากมหาวิทยาลัย

เราอยากเห็นคนไทยมีนวัตกรรม ที่ทำให้สามารถแข่งขันกับชาวโลกเขาได้

บัดนี้มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้นำเสนอนวัตกรรมที่โดดเด่น จนเป็นที่ฮือฮากันไปทั่ว นั่นคือ “นวัตกรรมกันโกง”
ผมรู้สึกงุนงงมากทีเดียว เมื่อได้เห็นภาพนวัตกรรมกันโกง ของนิสิตคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เผยแพร่ทางสื่อเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นภาพของนิสิตคณะดังกล่าว ทั้งหญิงชายหลายสิบคนกำลังนั่งสอบไล่ โดยทุกคนสวมหมวกกระดาษที่ออกแบบพิเศษ ซึ่งมีกระดาษขนาด เอ 4 ห้อยจาก ศีรษะ ลงมาปิดด้านข้างหูทั้งสองข้าง นัยว่าเพื่อทำให้สายตาของผู้เข้าสอบ ไม่สามารถชำเลืองมอง กระดาษคำตอบของคนข้างๆได้
เห็นแว่บแรก ผมคิดว่า นั่นอาจจะเป็นภาพตัดต่อ หรือภาพขำขัน ที่ไหนได้ ทั้งหมดเป็นภาพจริงที่เกิดขึ้น เพราะหลังจากเป็นข่าวแล้ว มีเสียงสะท้อนในทางลบออกมาจำนวนมาก และอาจารย์ผู้รับผิดชอบการสอบไล่วิชาดังกล่าว ได้ออกมาแถลงว่า ตนเองเป็นคนถ่ายภาพนั้น เพราะมีนิสิตขอมาหลายคน ก็เลยส่งภาพถ่ายให้ หลังจากนั้น ภาพนี้จึงกระจายเข้าสู่สังคมออนไลน์ อย่างรวดเร็ว

คุณผู้อ่านบางคน อาจมีคำถามในใจว่า “คิดได้ไงเนี่ย?” ซึ่งอาจารย์คนดังกล่าว ได้เผยว่าเรื่องนี้ เป็นความคิดของนิสิตที่ค้นคิดร่วมกับอาจารย์ ถึงวิธีป้องกันการลอกคำตอบ เมื่อคิดออกแล้ว นิสิตทุกคนก็พร้อมใจกันทำ โดยต่างคนต่างทำหมวกกระดาษขึ้นมาเอง และทั้งลูกศิษย์และอาจารย์ คิดว่าเป็นการสื่อถึงความสุจริตใจในการสอบไล่ อย่างไรก็ตาม อาจารย์คนนี้บอกว่าหลังตกเป็นข่าวแล้ว ตนรู้สึกเครียดมาก และได้เลิกการใช้หมวกกันโกง ไปแล้ว
นวัตกรรมที่สร้างสีสัน ให้แก่คนในสังคมและมหาวิทยาลัยเป็นอย่างมากครั้งนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สะท้อนปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในบ้านเมืองของเรา นั่นคือการทุจริตในทุกรูปแบบ ซึ่งขยายผลไปทั่วทุกวงการ ไม่เว้นแม้กระทั่งสถาบันการศึกษาระดับสูงของชาติ
เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์หลายฉบับได้ลงข่าวตรงกันว่า อธิการบดี ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง ได้แก้ไขเกรดของลูกชาย ถึง 8 วิชา ข่าวระบุว่า คณาจารย์หลายคนได้เดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวหาว่ารองอธิการบดีคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยเดียวกันนี้ ได้เข้าแก้ไขเกรดของบุตรชายอธิการบดี ซึ่งศึกษาอยู่ปีหนึ่ง คณะวิศวกรรมศาสตร์ บางข่าวก็บอกว่าเป็นการแก้ไขข้อมูลที่แผนกทะเบียนนักศึกษาโดยตรง และอาจารย์ผู้สอนซึ่งเป็นผู้ให้คะแนน ไม่ทราบเรื่องเลย
หลายฉบับระบุรายละเอียดของการแก้ไขเกรด รายวิชาเลยทีเดียว ว่ามีการแก้ไขคะแนนวิชานั้น วิชานี้ จาก F เป็น C บ้าง หรือจาก D เป็น C บ้าง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม อธิการบดีได้ออกมาแถลงในเวลาต่อมาว่า เป็นเรื่องไม่จริง และมีสาเหตุมาจาก การเมืองภายใน ของกลุ่มอำนาจเก่า ที่พยายามให้ร้ายแก่ตน
ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร คงต้องรอผลการสอบสวน ซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ แต่ที่แน่ๆก็คือข่าวอย่างนี้ ทำให้สังคมกังวลอย่างยิ่ง เพราะถ้าหากเป็นการ แก้ไขเกรดจริง และกระทำโดยบุคคลที่ถูกกล่าวหา ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่สูงระดับนี้ สังคมก็ต้องหดหู่ใจ แต่ ถ้าไม่ใช่เรื่องจริง เป็นเรื่องการเมืองภายในที่ “แรง” ระดับนี้ สังคมก็รู้สึกหดหู่เช่นกัน เพราะครูบาอาจารย์ แทนที่จะมุ่งมั่นสอนหนังสือให้ลูกศิษย์ได้ความรู้และเป็นพลเมืองดีของชาติ กลับฝึกวิชามาร ราวเตรียมการจะไปทำงานแถวสภาฯ ซึ่งที่นั่นต้องใช้ทักษะอย่างที่เราเห็นกันทางโทรทัศน์ ในการอภิปรายแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อ 2-3 วัน ที่ผ่านมานี้ นี่แหละ
วกกลับไปที่ นวัตกรรมกันโกง กันอีกครั้ง... ถ้าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นไปตามที่อาจารย์ผู้รับผิดชอบได้แถลงไว้ ก็เป็นไปได้ว่าเป็นเรื่องของการ “คิดไม่ถึง” ของอาจารย์และนิสิต ว่าการสร้างหมวกกระดาษกันโกง จะนำไปสู่เสียงสะท้อนที่ค่อนข้างรุนแรงเช่นนี้ ซึ่งเรื่องของการคิดไม่ถึง ก็คงพอให้อภัยกันได้ เพราะว่าทำไปโดยความบริสุทธิ์ใจ เพียงแต่พวกเขา คิดไม่ “ทะลุ” เท่านั้นเอง อย่างไรก็ตาม ในแง่ของประเทศชาติ เมื่อภาพอย่างนี้เผยแพร่ไปทั่วโลก ชนชาติอื่นจะมองประเทศไทยอย่างไร เขาอาจคิดว่าเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนาอย่างยิ่ง เพราะมีการลอกคำตอบในห้องสอบระดับมหาวิทยาลัย มากถึงขนาดที่ ต้องมีนวัตกรรมป้องกันการโกง ชนิด “หลุดโลกดิจิทัล” กันเลยทีเดียว!
ข้อสอบรั่วในระดับชาติ เราก็มีมาแล้ว โกงวุฒิระดับปริญญาเอก ก็มีมาแล้ว ลอกคำตอบเพื่อสอบเข้าเป็นครูผู้ช่วยเกือบพันคน ก็มีมาแล้ว ลอกคำตอบในวงการตำรวจ ก็มีมาแล้ว ถุงขนม (ถูกแกล้งทำ) หล่นที่ศาล ข้างในใส่เงินสดถึงสองล้านบาท ก็มีมาแล้ว...... ถ้าคนไทยเราในหลากหลายวิชาชีพ ยังมีพฤติกรรมเช่นนี้ และแต่ละครั้งที่ถูกเปิดเผยออกมา ก็มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก รวมทั้งเมื่อวันเวลาผ่านไป เรื่องราวต่างๆก็มักจะจางหายไป จับมือใครดมไม่ค่อยได้ แล้วคนเก่าจากไป คนใหม่เข้ามา พร้อมเรื่องราวแบบเดิมๆ ก็เกิดขึ้นอีก ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า....เช่นนี้แล้ว ชาติเราจะเหลืออะไร
คิดมาถึงตรงนี้ ก็ควรจะหันมามองโลกแง่ดีบ้าง เพราะทำให้มองเห็น “ข้อดี” ข้อหนึ่ง ที่นิสิตได้ประดิษฐ์หมวกกันโกงขึ้นมาใส่ แม้วิธีการของพวกเขาอาจจะตื้นไปสักหน่อยก็ตาม แต่ลูกหลานของเรากลุ่มนี้ คงไม่อยากพูดว่า “โตไป ไม่โกง” เพราะนั่นเป็นเรื่องของอนาคตที่ไม่แน่นอน พวกเขาก็เลยทำให้ดูว่า ไม่โกงตั้งแต่วันนี้ นี่แหละ!
ตรงนี้....น่าจะให้เครดิตพวกเขา บ้างนะครับ