หากคิดถึงอนาคตในอีก 20 ปีข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไรนั้น รับรองว่าไม่มีผู้ใดทายถูก 100% ยกเว้นผู้มีตาทิพย์
แต่ที่รู้แน่ๆ คือห้วงเวลานั้นจะไม่ใช่เวลาของเราอีกต่อไป แต่จะเป็นเวลาของลูกหลาน ที่จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคมต่อไป ฉะนั้น เมื่อผู้เขียนได้รับเกียรติอย่างสูงจากแผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.) ให้บรรยายเรื่องอนาคตการเงินไทยใน 20 ปี ข้างหน้า ผู้เขียนจึงลำบากใจมิใช่น้อย
แต่หลังจากศึกษาค้นคว้า รวมทั้งสอบถามจากผู้ใหญ่ที่เคารพรักในแวดวงการเงินแล้ว จึงพอมองเห็นภูมิทัศน์ของภาคการเงินไทย รวมถึงโอกาสและความเสี่ยงในอนาคตได้บ้าง แต่ก่อนจะพูดถึงอนาคต สิ่งที่จำเป็นคือต้องรู้จักอดีตถึงปัจจุบันของภาคการเงินไทย ดังนี้
หากพิจารณาขนาดและองค์ประกอบของภาคการเงินไทย โดยวัดจากมูลค่าสินทรัพย์ของตัวกลางทางการเงินทั้งหมด พบว่าจะอยู่ที่ประมาณ 44-49 ล้านล้านบาท หรือ 370-400% ของรายได้ประชาชาติ (GDP) โดยแบ่งเป็นภาคสถาบันการเงินเอกชน 32% ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 9% ตลาดตราสารหนี้ 19% ตราสารทุน 28% และอื่น ๆ อีกประมาณ 11%
หากเปรียบเทียบขนาดของภาคการเงินเทียบกับ GDP ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน จะพบว่าเล็กกว่ามาก โดยเล็กกว่ามาเลเซีย จีน และสิงคโปร์ถึงประมาณ 1/3 ถึง 3 เท่าตามลำดับ ซึ่งเป็นที่น่าประหลาดใจ เพราะว่าภาคการเงินไทยมีระยะเวลาพัฒนาการ (วัดจากการจัดตั้งหน่วยงานกำกับสถาบันการเงินไทย) ยาวนานกว่าประเทศทั้งสามกว่าเท่าตัว
และเมื่อพิจารณาจากมูลค่าเพิ่มของภาคการเงินการธนาคารต่อเศรษฐกิจแล้ว ยิ่งน่าตกใจ เพราะมูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจไทยที่ได้จากการขยายตัวของภาคการเงินลดลงจาก 7.2% ต่อ GDP ในปี 2536 เป็น 4.7% ในปัจจุบัน บ่งชี้ว่าประสิทธิภาพของภาคการเงินไทยในการสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจลดลงอย่างน่าใจหายในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา
ขั้นต่อไป ผู้เขียนได้วิเคราะห์ตัวเลขของสถาบันการเงินไทย (ที่มีสัดส่วนใหญ่ในภาคการเงินทั้งหมด) เทียบกับเพื่อนบ้าน ผู้เขียนก็พบสิ่งที่น่าประหลาดใจ กล่าวคือ หากพิจารณาการขยายตัวสินเชื่อของไทยเทียบกับสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซียแล้ว พบว่าในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา การขยายตัวของสินเชื่อไทย (ที่ประมาณ 11-15% ต่อปี) มิได้ดีไปกว่าทั้งสามประเทศ (ที่อยู่ที่ 10-30%) เลย แต่หากพิจารณาจากผลกำไรต่อหุ้น (ROE) พบว่าสัดส่วนดังกล่าวของไทยอยู่ที่ระดับสูงที่ประมาณ 10-20% (และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น) ซึ่งเป็นระดับเดียวกับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่ดัชนีชี้วัดเสถียรภาพของสถาบันการเงินไทยอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงเพื่อนบ้าน
นอกจากนั้น หากเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านแล้ว ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยรับและดอกเบี้ยจ่าย (Net Interest Margin: NIM) ของสถาบันการเงินไทยอยู่ในระดับสูงที่ 2.5-4.5% ขณะที่ตัวเลขดังกล่าวของมาเลเซียและสิงคโปร์ต่ำกว่า (ที่ประมาณ 1.7%-3.0%) และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง บ่งชี้ว่าสถาบันการเงินไทยคงส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้สูงกว่าที่อื่น
ขณะที่เมื่อพิจารณาแหล่งที่มารายได้ พบว่าในระยะหลังรายได้ของธนาคารพาณิชย์ไทยมาจากการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจขนาดเล็กและสินเชื่อบุคคล (ที่ให้ดอกเบี้ยสูง) รวมถึงหันมาเน้นรายได้จากค่าธรรมเนียมมากขึ้น ขณะที่ในการระดมเงินฝากนั้นธนาคารไทยหันมาเน้นเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ (ที่จ่ายดอกเบี้ยต่ำ) แทนที่จะเป็นเงินฝากประจำที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูง นับตั้งแต่หลังวิกฤตต้มยำกุ้งเป็นต้นมา
และเมื่อพิจารณาขนาดของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (Special Financial Institution: SFIs) พบว่ามีขนาดใหญ่ขึ้นมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากยอดเงินฝากหรือสินเชื่อคงค้างที่ขยายตัวกว่า 240-250% (สูงกว่าของธนาคารพาณิชย์ที่ 100-120%) ซึ่งทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของธนาคารเฉพาะกิจเพิ่มขึ้นจากประมาณ 20% ของสถาบันการเงินรวมเป็น 30% ในปัจจุบัน
ความจริงทั้งสี่ประการทำให้ผู้เขียนสรุปได้ว่า ภาคการเงินไทยกำลังเผชิญกับปัญหาที่เรียกว่า Financial Repression หรือการบิดเบือนจากการกำกับของภาครัฐ ทำให้เกิดความไม่สมดุลและเกิดปัญหาเชิงโครงสร้าง กล่าวคือ การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่คุมเข้มการกำกับสถาบันการเงินเอกชน (เนื่องจากยังมีแผลในใจหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง) จึงเป็นอุปสรรคต่อสถาบันการเงินเอกชนในการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจรายย่อยมาก ๆ (Micro SMEs) รวมถึงสินเชื่อแก่ชาวรากหญ้า
ดังนั้น สถาบันการเงินเอกชนจึงต้องพยายามลดค่าใช้จ่าย ผ่านการระดมทุนผ่านเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยต่ำ (แต่หันไปเน้นการให้โปรโมชั่นเป็นคราวๆ ไป) เพื่อที่จะยังคงส่วนต่างดอกเบี้ย (Spread) ในระดับสูง
สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ประชาชนรากหญ้าขาดการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ภาครัฐผ่านกระทรวงการคลังจึงหันไปให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจปล่อยกู้ให้กับตลาดกลุ่มนี้แทน แต่การที่สถาบันการเงินเหล่านี้มิได้ถูกกำกับอย่างเข้มงวดจาก ธปท. จึงสามารถปล่อยกู้ในอัตราที่ถูกและระดมเงินฝากในอัตราที่สูง รวมถึงมีอัตราผิดนัดชำระหนี้ (NPL) ในระดับสูง
ทิศทางดังกล่าว ประกอบกับพัฒนาการด้านการเงินในช่วงหลัง เช่น (1) ขนาดของตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นที่ใหญ่ขึ้นเมื่อเทียบกับภาคสถาบันการเงิน และ (2) การเปิดเสรีภาคการเงินในกรอบของประชาคมอาเซียน (AEC) และตามแผนแม่บทสถาบันการเงิน (Financial Service Master Plan) ที่จะนำมาสู่การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นนั้น อาจนำไปสู่การเปลี่ยนภูมิลักษณ์ภาคการเงิน 4 ประการในช่วงสองทศวรรษข้างหน้า ดังนี้
หนึ่ง ภาคการเงินไทยอาจจะมีการเปลี่ยนจากการระดมทุนทางอ้อมผ่านสถาบันการเงิน เป็นการระดมทุนโดยตรงผ่านตราสารหนี้และตลาดหุ้นมากขึ้น เนื่องจากไม่จำเป็นต้องเสียค่าโสหุ้ย (จากส่วนต่างดอกเบี้ย) ในระดับสูง
สอง หลังจากการเปิดเสรีภาคการเงินในปี 2563 แล้ว อาจเห็นการควบรวม ทั้งระหว่างธนาคารพาณิชย์ไทยด้วยกันเองและระหว่างธนาคารพาณิชย์ต่างชาติและไทย ทำให้จำนวนธนาคารพาณิชย์ในไทยใน 20 ปีข้างหน้าอาจมีจำนวนน้อยลง และแต่ละแห่งจะมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับในภูมิภาค
สาม เป็นไปได้ว่า บทบาทของ SFIsในอนาคตจะมากขึ้น มีขนาดใหญ่ขึ้นจนเป็นคู่แข่งสำคัญของธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งอาจเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้ภาคการเงินไทยเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตการณ์การเงิน เนื่องจากปัจจุบันภาคการเมืองไทย (ไม่ว่าพรรคใดก็ตาม) ใช้ SFIs เป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย และลงบัญชีธุรกรรมดังกล่าวไว้แยกจากธุรกรรมปกติและตรวจสอบได้ยากกว่า
และสุดท้าย กฎระเบียบของภาคการเงินโลกและไทยที่เข้มงวดขึ้น ทำให้นักการเงินไทยเลี่ยงกฎระเบียบดังกล่าวผ่านการหันไปใช้รูปแบบตราสารอนุพันธ์ทางการเงินใหม่ๆ ในรูปแบบหุ้นกู้อนุพันธ์ (Structured Note) ที่ซับซ้อนและโอนความเสี่ยงไปให้กับผู้ถือตราสารเหล่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ที่ตราสารทางการเงินเหล่านี้อาจนำภาคการเงินไทยไปสู่ "ภาคการเงินเงา" (Shadow Banking) คล้ายในจีนได้
ผู้เขียนมองว่า ในระยะต่อไป ความเสี่ยงภาคการเงินไทยอาจมีมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้กำหนดนโยบายไทยก็ยังมีทางเลือกที่จะผลักดันภาคการเงินไทยให้มีเสถียรภาพขึ้น โดยอาจเลือกที่จะทำแบบสิงคโปร์ ที่แปรรูปและลดการแทรกแซงธนาคารพัฒนาสิงคโปร์ (DBS) หรือเลือกที่จะเป็นแบบมาเลเซีย ที่เพิ่มทุนให้กับ CIMB ให้แข็งแกร่งขึ้นและสนับสนุนให้ออกมาแข่งขันในภูมิภาคผ่านนโยบาย Region Champion จนทำให้ทั้งสองกลายเป็นสถาบันการเงินที่ใหญ่และแข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นส่วนหนึ่งทำให้ภาคการเงินของทั้งสองประเทศเข้มแข็งที่สุดในภูมิภาคอาเซียน
ไม่ว่าเราจะต้องการให้ภาคการเงินไทยในยุคหน้าเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือผู้กำหนดนโยบายจะต้องมีสายตายาวไกลและมองไปข้างหน้านับตั้งแต่บัดนี้ เพื่อลูกหลานของเราจะได้มีระบบการเงินที่เอื้อต่อการเติบโตเศรษฐกิจที่ยั่งยืนตลอดไป









