วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เป้าหมายปฏิรูปการเมือง ต้องอย่าทำให้คนเบื่อหน่าย

ในช่วงวันอาทิตย์ที่ 18 ส.ค. ที่ผ่านมา สำนักสำรวจความคิดเห็นสองแห่ง ได้เปิดเผยผลการสำรวจในหัวข้อใกล้เคียงกัน

เรื่องของการเมือง คือ สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต โดยเห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นนั้นเป็นปัญหาใหญ่ ในขณะที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูปการเมือง โดยเชิญตัวแทนกลุ่มต่างๆ เข้าร่วมด้วย แม้ว่าขณะนี้ฝ่ายค้าน คือ พรรคประชาธิปัตย์ ปฏิเสธการเข้าร่วมการปฏิรูปการเมืองด้วย

สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ สำรวจความคิดเห็นในหัวข้อ "อารมณ์ ความรู้สึก และความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อรัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ซึ่งเมื่อถามความคิดเห็นและอารมณ์ความรู้สึกต่อการเมืองไทยในปัจจุบัน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 74.5% รู้สึกเบื่อหน่ายต่อการเมือง นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถาม 89.4% ระบุว่า ควรให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในเวทีปฏิรูปประเทศ แต่ปรากฏว่ามีเพียง 59.8% ที่คิดว่าเวทีปฏิรูปประเทศ อาจจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศและลดความขัดแย้งได้

สำหรับ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สอบถามความคิดเห็นในหัวข้อการปฏิรูปการเมืองไทย โดยกลุ่มตัวอย่าง 72.29% เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการปฏิรูปการเมือง และ 34.55% เห็นว่าการปฏิรูปการเมืองน่าจะแก้ปัญหาความขัดแย้งในปัจจุบันได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบการสำรวจของสองสำนักวิจัยในเรื่องเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมือง ก็จะเห็นว่าไม่มีความแตกต่างกันมากนัก กล่าวคือ หากมีการปฏิรูปการเมืองจริง ปัญหาทางการเมืองต่างๆ ทั้งเรื่องความขัดแย้งและการทุจริตคอร์รัปชันก็จะลดน้อยลง

ผลการสำรวจของทั้งสองสำนัก ถือว่าไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ในเรื่องของความเห็นของคนไทยต่อการเมือง ซึ่งที่ผ่านมา ก็มีการสำรวจในหัวข้อใกล้เคียงกัน และได้ข้อสรุปที่ไม่ต่างกันนัก กล่าวคือ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เบื่อหน่ายต่อความขัดแย้งทางการเมือง และต้องการให้ยุติความขัดแย้งที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั่วไปเสียที ซึ่งเราเชื่อว่านักการเมืองเขาก็รู้ว่าคนเบื่อความขัดแย้ง แต่บางครั้งความขัดแย้งก็มีความจำเป็นสำหรับนักการเมือง เพราะพวกเขาชอบแสดงตัวเองว่าเป็นนักแก้ปัญหาของประชาชนจึงอาสามาช่วย

อันที่จริง ความรู้สึกของประชาชนที่เบื่อหน่ายนักการเมืองและรู้สึกหมดหวังว่าคนกลุ่มนี้จะแก้ปัญหาใดๆ ได้ คนไทยรู้สึกเช่นนี้มากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ แต่หากเปรียบเทียบกับหลายประเทศที่มีระบบการเลือกตั้งและประเทศเกิดปัญหาเช่นเดียวกัน ผู้คนในหลายประเทศก็เกิดความรู้สึกไม่ต่างกัน และเริ่มหมดหวังกับการเลือกนักการเมืองเข้ามาบริหารประเทศมากขึ้น ซึ่งยังเป็นประเด็นที่ยังถกเถียงกันไม่จบว่าเหตุใดในประเทศประชาธิปไตย คนจึงหมดหวังกับนักการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็จำเป็นต้องอยู่กับคนกลุ่มนี้

เราเห็นว่า ในเมื่อรัฐบาลกำลังโหมกระแสปฏิรูปการเมืองอีกครั้ง ก็จำเป็นต้องตอบคำถามให้ได้ว่าทำอย่างไรจะไม่ทำให้คนเบื่อหน่ายการเมือง และทำอย่างไรจะไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งที่เกินเลยจนก้าวพ้นขอบเขตของคำว่า ประชาธิปไตย ซึ่งอาจจะเป็นเป้าหมายสูงสุดที่การปฏิรูปการเมืองต้องทำให้ได้ แต่หากไม่สามารถทำได้ นักการเมืองก็จำเป็นต้องถามตัวเองอีกครั้งว่า เป้าหมาย "ลึกๆ" ของการปฏิรูปคืออะไร ซึ่งนั่นแหละ คือ สาเหตุของความล้มเหลวของกระบวนการปฏิรูปการเมือง ทั้งในอดีต และที่จะมีต่อไปในอนาคต