ในที่สุด สมาชิก 17 ประเทศ ที่ใช้เงินสกุลยูโร หรือ ยูโรโซน ที่ดำดิ่งอยู่ในภาวะถดถอยมานานถึง 18 เดือน
ก็หลุดพ้นจากสภาพดังกล่าว หลังจากเศรษฐกิจขยายตัว 0.3% เมื่อช่วงไตรมาส 2 จากเมื่อไตรมาสแรกที่เศรษฐกิจหดตัว 0.3% การฟื้นตัวดังกล่าวได้แรงหนุนจากเศรษฐกิจเยอรมนี ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรป และขยายตัว 0.7% อันเป็นผลส่วนใหญ่จากความต้องการภายในประเทศ โดยด้านเศรษฐกิจฝรั่งเศส ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในยูโรโซน ก็พลิกกลับขึ้นมาขยายตัวมากกว่าการคาดหมายที่ 0.5% ซึ่งเป็นการขยายตัวมากที่สุดในรอบ 2 ปี สำหรับโปรตุเกสหลุดพ้นจากภาวะถดถอยเช่นกัน ด้วยอัตราการขยายตัว 1.1% นับเป็นการขยายตัวครั้งแรกในรอบ 2 ปี
แม้ว่าเศรษฐกิจกลับมาขยายตัว แต่ปัญหาอื่นก็ยังรุมเร้ายุโรปอยู่ โดยเฉพาะวิกฤติหนี้ อีกทั้งยังมีการท้าทายอื่นในรูปแบบของการปฏิรูปโครงสร้างอีกมากมาย ที่ต้องสานต่อเพื่อให้แน่ใจว่าการฟื้นตัวจะดำเนินไปอย่างมั่นคง รวมถึงการผลักดันนโยบายรัดเข็มขัด นอกจากนั้น เมื่อเทียบปีต่อปีแล้ว เศรษฐกิจยูโรโซนยังติดลบ 0.7% ขณะที่ประเทศซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ในยูโรโซนอย่างอิตาลี ยังมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี ติดลบ 0.2% นับเป็นการหดตัวไตรมาสที่ 8 ติดกัน ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่ายุโรปยังมีหนทางที่ต้องเดินอีกยาวไกล เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการเติบโตอย่างยั่งยืน อันจะก่อให้เกิดการสร้างงานมากขึ้น และดึงตัวเลขว่างงานให้ลดจากระดับสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 12%
นอกจากนั้น แม้เศรษฐกิจของบางชาติในยูโรโซนกลับสู่เส้นทางขยายตัว แต่ตัวเลขจีดีพียังนับว่าต่ำมาก จึงอาจกล่าวได้ว่าแม้ภาวะถดถอยของยูโรโซนยุติลงแล้ว อย่างน้อยก็ในขณะนี้ แต่วิกฤติหนี้ยังมีอยู่ และน่าจะใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ กว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะช่วยลดตัวเลขหนี้สาธารณะของหลายชาติลงได้ กระนั้นก็ตาม การฟื้นตัวของยูโรโซนถือเป็นข่าวดี เพราะว่าจะช่วยหนุนนำแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ตลาดเกิดใหม่ รวมถึงประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยด้วย
อีกชาติหนึ่งในซีกโลกตะวันตกที่ทั่วโลกจับตาดู คือ สหรัฐ ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก และเดือนหน้าจะมีการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อันเป็นการประชุมที่หลายฝ่ายมองว่าอาจมีการเริ่มลดการเข้าซื้อพันธบัตร แต่ล่าสุดผู้ว่าการเฟด สาขาเซนต์หลุยส์ แสดงทัศนะว่า เฟด เสี่ยงที่จะดึงอัตราเงินเฟ้อให้ต่ำลงไปอีก หากลดการเข้าซื้อพันธบัตรลงในปริมาณมาก และ เฟด อาจแสดงท่าทีระมัดระวังด้วยการเริ่มต้นชะลอการเข้าซื้อพันธบัตรในปริมาณน้อย กระนั้น ผู้ว่าการเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ ไม่ได้ระบุจังหวะเวลาของการลดการเข้าซื้อพันธบัตร ว่าจะเริ่มเมื่อไร
ก่อนหน้านี้ เฟด เคยระบุว่ามีแนวโน้มจะเริ่มลดการเข้าซื้อพันธบัตรจากปัจจุบัน ที่เดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์ ปลายปีนี้ หากเศรษฐกิจฟื้นตัวดังที่คาดหมายไว้ และยุติโครงการเข้าซื้อพันธบัตรประมาณกลางปีหน้า หากอัตราว่างงานลดเหลือประมาณ 7% จาก 7.4% ในเดือนกรกฎาคม อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น เฟด ก็ได้ชี้แจงและย้ำถึงเกณฑ์ที่ใช้ในการเคลื่อนไหว แต่ก็บอกอีกเช่นกันว่าตัวเลขที่วางไว้ ถือเป็นแนวทางเท่านั้น เพราะว่าต้องพิจารณาหลายปัจจัย ซึ่งนับจากนี้กว่าจะถึงการประชุมครั้งต่อไปของเฟด ในวันที่ 17-18 กันยายน ก็ยังมีเวลาช่วงหนึ่งสำหรับการวิเคราะห์ตัวเลขเศรษฐกิจ ว่า แนวโน้มการฟื้นตัวนั้นดำเนินไปอย่างยั่งยืน...จริงหรือไม่






