ข่าวบอกว่า รัฐบาลไทยได้ทาบทามอดีต นายกฯ อังกฤษ โทนี แบลร์ และ อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ โคฟี อันนัน
กับ อดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ มาร์ตติ อาห์ติซาริ และบุคคลสำคัญในเวทีโลก เพื่อมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์การสร้างกระบวนการ “ปรองดอง” แห่งชาติ
ตั้งชื่อโครงการนี้ว่า “Uniting for the Future : Learning from Each Other’s Experience.” แปลว่า เรียนรวมพลังเพื่ออนาคต : เรียนรู้จากประสบการณ์ของกันและกัน
ความคึกคักของรัฐบาล ในอันที่จะเปิดเวทีให้ทุกฝ่ายเข้าถกแถลงหาทางออกให้ประเทศชาติเป็นเรื่องดีแน่นอน ประเด็นอยู่ที่ว่าเป้าหมายต้องการจะแสวงหา
“เนื้อหา” หรือ “ภาพลักษณ์”
เป็น “เพียงความเคลื่อนไหว” หรือ “มุ่งสู่บทสรุป”
เป็นการจัด “อีเวนท์” หรือ การมุ่ง “ผลสัมฤทธิ์”
อีกทั้งยังต้องตอบคำถามว่ารัฐบาลได้เริ่มต้น ด้วยการสร้างบรรยากาศแห่งความ “พร้อม” ที่จะปรองดองอย่างไร หรือยัง
ดูจากบรรยากาศการพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ทั้งในวาระแรกที่ผ่านไปแล้ว กับที่กำลังจะเข้าสู่คณะกรรมาธิการร่วมในสภา ภาพที่ออกมาชัดเจนคือความตึงเครียด และภาพแห่งการเผชิญหน้ายังดำรงอยู่
เหมือนต่างคนต่างเดินกันคนละทาง ความหวังที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางเดียวกัน ยังห่างไกลยิ่งนัก
พอเห็นข่าวเรื่องรัฐบาลจะเชิญบุคคลสำคัญระหว่างประเทศ มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้คนไทยฟัง ผมก็จำได้ว่าเรื่องนี้เคยทำมาแล้ว โดยคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มี ดร.คณิต ณ นคร เป็นประธาน
ค้นข้อมูลกลับไป ก็ยืนยันว่า มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญและอดีตผู้นำระดับโลกมาแล้วจริงๆ
ในขณะนั้น มีประกาศของ คอป.ที่จะยกระดับการทำงานขึ้นไปอีกขั้น สู่ความเป็นสากล
ด้วยการเปิดตัวทีมที่ปรึกษา คอป. ซึ่งประกอบด้วย
ผู้เชี่ยวชาญจากในประเทศและต่างประเทศ จำนวน 6 คน คือ
นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี
นายชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นางพริสซิลลา เฮย์เนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้นหาความจริงและความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน
นายฮันซัน วิราจูดา อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย
นายเดวิด เคเนดี ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และ
นายเดนิส เดวิด อดีตผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ แอฟริกาใต้
นอกจากนั้น ยังเชิญอดีตผู้นำจากหลายประเทศที่เคยเกิดเหตุความไม่ปรองดองเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น
นายริคาร์โด ลากอส อดีตประธานาธิบดีประเทศชิลี
นายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ และ
นายมาร์ตติ อาห์ติซาริ อดีตประธานาธิบดีประเทศฟินแลนด์
ช่วงนั้น คอป. บอกว่า ที่เชิญท่านเหล่านี้มาก็เพื่อขอความรู้ และถ่ายทอดประสบการณ์แก้ปัญหาความขัดแย้ง รวมถึงการค้นหาความจริง ถึงจะไม่สามารถนำมาใช้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ประเทศไทยจะได้เรียนรู้ว่าประเทศอื่นๆ ผ่านความขัดแย้งมาได้อย่างไร
ผมอ่านย้อนหลังเปรียบเทียบกับข่าวใหม่ จากรัฐบาลเรื่องนี้ ก็พอเห็นว่า ชื่อซ้ำกันอยู่หลายท่านทีเดียว เหตุเพราะคนในแวดวงระหว่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการหาทางออกให้กับสังคม ที่มีปัญหาติดหล่มอยู่ในความขัดแย้งนั้น ย่อมเป็นที่คุ้นๆ กันอยู่
ที่อาสามาแลกเปลี่ยนความเห็น เพราะต้องการช่วยจริงๆ ก็มี และที่เรียกร้องค่าตัวจำนวนสูงๆ เกินสิบล้านบาทก็มีเช่นกัน จึง "ไม่ได้แปลว่า" ทุกท่านที่เอ่ยชื่อมานี้จะมีประโยชน์ต่อประเทศไทยจริงๆ
ความจริงแล้ว ไหนๆ คอป. ท่านก็ได้เคยเชิญบุคคลเหล่านี้มาเมืองไทย ด้วยภารกิจเดียวกันนี้อยู่แล้ว และความคิดความอ่านของท่านทั้งหลายก็มีบันทึกและรายงานกันอย่างละเอียดแล้ว รัฐบาลไทย ก็น่าจะสามารถปรึกษาหารือกับท่านอดีตประธาน คอป.
เพื่อรวบรวมเอาประสบการณ์ของท่านและข้อเสนอต่อประเทศไทย มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในกระบวนการใหม่ครั้งนี้
คนที่เขาได้รับเชิญซ้ำจะได้ไม่งง ว่า ทำไมเชิญเขามาหลายครั้ง และแต่ละครั้งองค์กรที่เชิญ ก็แตกต่างกันออกไป ทั้งๆ ที่ทุกครั้งที่เชิญนั้น ก็ทำในนามของรัฐบาล ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ก็ตาม
หรือหากว่า เขาเคยแสดงความเห็นและข้อเสนอมาให้กับ คอป. แล้ว ท่านเหล่านั้นก็อาจจะงงต่อไป ว่า ทำไมเมืองไทยไม่มีระบบข้อมูลที่จะไปถึงกัน หรืออย่างไร
เขาอาจจะสั่งสอนเรากลับมาว่า ปัจจัยที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งของการสร้างความปรองดองแห่งชาติ คือ ต้องมีการแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร ระหว่างคนกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างหน่วยงานราชการกันเอง...นี่แหละ






