เรื่องราวคล้ายนวนิยายที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องจริง เป็นความรักระหว่างคนสองคนซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นได้
เพราะคนหนึ่งสูญเสียคุณพ่อไปจากการถูกฆาตกรรมหมู่ ในขณะที่อีกคนหนึ่งบอกว่า ตัวเขาเองมีส่วนสำคัญ ในการก่อให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงดังกล่าว
เรื่องเริ่มต้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2555 ที่รัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา ในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง ชื่อว่า Oak Creek ซึ่งเป็นชุมชนของชาวซิกข์ เช้าวันนั้น ในขณะที่ชาวเมืองกำลังประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ปรากฏว่าคนร้ายคนหนึ่ง ได้บุกเดี่ยวเข้าไปในวัด แล้วกราดยิงไม่เลือกหน้า ชาวซิกข์เสียชีวิตถึง 6 คน บาดเจ็บอีกหลายคน หลังจากนั้นคนร้ายก็ถูกตำรวจยิงบาดเจ็บ ต่อมาเขาก็ยิงตัวตาย การสอบสวนพบว่า เขาเป็นสมาชิกของ กลุ่มหัวรุนแรง เชิดชูชนผิวขาว หรือที่เรียกว่า “White Supremacists”
6 สัปดาห์ต่อมา “ประทีป คาเลค่า” หนุ่มอินเดียชาวชิกข์ ผู้สูญเสียพ่อไปในเหตุการณ์ครั้งนั้น ได้รับโทรศัพท์ขอนัดทานข้าว ผู้ชายที่โทรศัพท์มาบอกกับว่า ตัวเขาเคยเป็นสมาชิกกลุ่มหัวรุนแรงเชิดชูผิวขาว มาก่อน และเชื่อว่าตนเองมีส่วนสำคัญในการปลูกฝังความรุนแรง จนทำให้คนร้ายซึมซับความเกลียดชัง แล้วเข้าปฏิบัติการโหดร้ายดังกล่าว
ประทีป รู้สึกงุนงงและระแวงว่าเขาควรจะรับนัดชายแปลกหน้าผู้มีประวัติอันน่ากลัวเช่นนั้นหรือไม่ แต่เขาก็รับนัดอย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้รับประทานอาหารด้วยกัน ทั้งสองคนกลับกลายมาเป็นเพื่อนแท้ร่วมอุดมการณ์ เกิดความรักและมิตรภาพที่ดีต่อกันอย่างมาก จนถึงปัจจุบัน!
เหตุการณ์เกินความคาดหมายนี้เกิดขึ้นได้ ก็เพราะ “อาร์โน่ ไมเคิลลิส” หนุ่มใหญ่วัย 42 ปี ผู้มีรูปร่างสูงใหญ่บึกบึน มีรอยสักเต็มร่างกาย มีบุคลิกทุกอย่างที่สะท้อนความเป็นคนอันตราย ก้าวร้าว หัวรุนแรง และเขายังเคยเป็นนักร้องของวงดนตรีปลุกระดมความเกลียดชังอีกด้วย แถมมีประวัติการต่อสู้บนท้องถนนมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ในที่สุดเขาก็ได้สำนึกว่าความแค้นและพฤติกรรมรุนแรง ไม่ได้แก้ปัญหาใดเลย ความรักเท่านั้น ที่จะแก้ปัญหาได้
เขาจึงโทรศัพท์ไปนัดหมายกับประทีป เพื่อหาทางร่วมมือกัน สร้างความรักและสันติภาพให้เกิดขึ้น แทนการปลุกความแค้นและความรุนแรง ที่เขาเคยทำมาถึง 9 ปี เพราะเขาเชื่อว่าการเปลี่ยนความแค้นให้เป็นความรัก จะเป็นวิธีการที่สร้างสรรค์ และสร้างความสวยงามให้กับโลกได้
ทั้งสองคน จึงกลายมาเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์อย่างแน่นแฟ้น ขนาดที่ว่าบนฝ่ามือของทั้งสองคนยังมีรอยสักแบบเดียวกัน เป็นรอยสักตัวเลข 8-5-12 ซึ่งหมายถึงวันเกิดเหตุฆาตกรรมหมู่ชาวซิกข์ครั้งนั้น เสมือนเป็นการเตือนให้ทั้งสองคนจำวันอันเลวร้ายนั้นไว้ แล้วช่วยกันสร้างความรักให้เกิดขึ้นบนโลกนี้แทน
ปัจจุบันทั้ง ประทีป และ อาร์โน่ ออกรณรงค์รสร้างความรัก ทั่วเมืองมิลว้อคกี้ พวกเขาไปตามโรงเรียนต่างๆ เพื่อเล่าเรื่องความหลงผิดของอารโน่ในอดีต และใช้ความสูญเสียของประทีป เป็นบทเรียน พร้อมกับสอนเด็กๆให้มีความรักต่อกันและกันให้มากๆ และอาร์โน่ วันนี้ แม้จะยังมีบุคลิกทางกายภาพที่น่ากลัว แต่เขากลับพูดจาอ่อนโยนอย่างยิ่ง เขาบอกว่าชีวิตและความคิดของเขาเปลี่ยนไป เมื่อวันที่เขาได้ลูกสาว
อีกฝั่งหนึ่งของโลก ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีเรื่องราวของความแค้นเกิดขึ้นเหมือนกัน เมื่อนักกีฬาแบดมินตันทีมชาติสองคน ฝีมือเก่งกาจและเคยร่วมทีมเดียวกันมาแล้ว แต่ภายหลัง เกิดอาการร้าวฉานจนต้องแยกคู่กันเล่น เมื่อไปแข่งที่แคนาดา ทั้งสองกลับต้องเวียนมาเจอกันเองในประเภทคู่ ระหว่างแข่งขันก็วางไม้แบดมินตัน แล้ววิ่งไล่ต่อยเตะกันกลางสนามแบดมินตัน จนงามหน้าไปทั่วโลก เพราะกล้องจับภาพไว้ได้ทั้งหมด
เพื่อนสองคน เคยรักกัน เคยเล่นทีมเดียวกัน แต่เมื่อความรักหายไปกลายเป็นความแค้น สติก็แตก แหลกจนไม่เหลืออะไร แม้กระทั่งหัวใจของความเป็นนักกีฬาก็สูญสิ้น งามหน้าจริงๆ
อีกไม่กี่วันต่อมา สมาคมแบดมินตัน ให้ทั้งสองคนออกมาจับมือกัน และขอโทษประชาชน พร้อมประกาศยอมรับผิด แต่สิ่งที่สังคมยังจะต้องติดตามต่อไปก็คือ ความร้าวฉานของคู่นี้จะหายไป กลับกลายมาเป็น ความรัก ดังเหตุการณ์ของอาร์โน่ กับ ประทีป ได้หรือไม่ เพราะเรื่องของหนุ่มนักแบดมินตันทั้งสองคนนี้ เล็กกะจิ๊ดริ๊ด เมื่อเทียบกับเรื่องของ ประทีป-อาร์โน่
ความร้าวฉานของคนไทย ในช่วงเกือบสิบปีที่ผ่านมาก็เช่นกัน เป็นเรื่องที่บั่นทอนประเทศมานาน และมีความตึงเครียดเกิดขึ้นเป็นระยะ แม้จะมีข้อเสนอมากมายว่าเราจะออกจากภาวะขัดแย้งนี้ได้อย่างไร แต่ในทางปฏิบัติก็ยังเกิดขึ้นได้ยาก
ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะเสนอแนะทางออกอย่างไร จึงเอาเรื่องราวของ ประทีป กับ อาร์โน่ มาเล่าสู่กันฟัง และหวังเพียงว่าสักวันหนึ่ง ความแค้นจะหายไป และความรักจะเกิดขึ้นได้ ในประเทศไทยที่รักของเรา








