กรณีท่อส่งน้ำมันของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) รั่วลงสู่ทะเลและสร้างความเสียหาย
ให้กับสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว และการประมงในพื้นที่เกาะเสม็ด จ.ระยอง ซึ่งถือว่าเป็นภัยทางทะเลที่เกิดจากน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในไทย แม้ว่าปริมาณน้ำมันที่รั่วออกมาจะมีปริมาณไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับภัยพิบัติจากอุบัติเหตุจากการขุดเจาะและการขนส่งน้ำมันที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่อุบัติเหตุครั้งนี้ก็สร้างความเสียหายไม่น้อย และสร้างความตื่นตระหนกให้กับคนไทยทั่วประเทศเมื่อได้เห็นภาพข่าวในพื้นที่ความเสียหาย
หากติดตามสถานการณ์ตั้งแต่ต้นในวันที่ 27 ก.ค. ซึ่งเป็นวันเกิดอุบัติเหตุ ต่อเนื่องมาวันที่สอง คือวันที่ 28 ก.ค. ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะไม่รุนแรงดังที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน โดยผู้บริหารบริษัทและเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปดูแล มั่นใจว่าจะสามารถฟื้นฟูหรือขจัดคราบน้ำมันทั้งหมดได้โดยเร็ว แต่ก็ปรากฏว่ากลางดึกวันที่ 28 ก.ค. ได้มีคราบน้ำมันจำนวนหนึ่งหลุดจากแนวกั้นของเจ้าหน้าที่และเคลื่อนเข้าสู่อ่าวพร้าว ทางด้านตะวันตกของเกาะเสม็ดและสร้างความเสียหายให้กับชายหาด ซึ่งยังไม่สามารถประเมินความเสียหายได้
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนที่ติดตามสถานการณ์ มองตรงกันว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติเพื่อแก้ไขสถานการณ์ค่อนข้างสับสน โดยเฉพาะในเรื่องของรายงานข้อมูลและวิธีการปฏิบัติ ทั้งเรื่องปริมาณน้ำมันที่รั่วลงสู่ท้องทะเล และการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นหากคราบน้ำมัน มีการเคลื่อนตัวไปตามกระแสน้ำ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ถือว่าการระดมกำลังเพื่อป้องกันผลกระทบอย่างเต็มที่ โดยระดมกำลังคนและอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ เท่าที่มีอยู่ตั้งแต่วันเกิดเหตุ แต่ก็ยังไม่สามารถป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้นได้
หลังเกิดเหตุ ทางบริษัทยังได้ติดต่อเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจากสิงคโปร์ เพื่อมาช่วยวางแผนและหาวิธีป้องกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าได้มีความพยายามแก้ปัญหากันอย่างเต็มที่ แต่หากปริมาณน้ำมันไม่มากดังที่บริษัทให้ข้อมูลและยังมีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ นั่นแสดงให้เห็นว่ามีความผิดพลาดหรือประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่ำเกินไป เพราะการกล่าวโทษสภาพดินฟ้าอากาศนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถกล่าวอ้างได้ เนื่องจากถือว่าเป็นสภาพที่ต้องเผชิญอยู่แล้วหากเกิดสถานการณ์เช่นนี้
หากติดตามภาพถ่ายทางอากาศและการรายงานของสถานีโทรทัศน์บางช่อง ที่ขึ้นรายงานสภาพพื้นที่ จะเห็นได้ว่าการระดมกำลังเพื่อขจัดคราบน้ำมันจากพื้นที่นั้น ไม่น่าจะเพียงพอต่อสภาพที่เกิดขึ้นเมื่อคราบน้ำมันกระจายตัวในวงกว้างมาก อาจเป็นไปได้ว่ามีการประเมินสถานการณ์ผิดพลาดดังที่มีผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตไว้ แต่สิ่งนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าเรายังไม่มีประสบการณ์มากพอ ในการกู้ภัยพิบัติขนาดใหญ่และสร้างความเสียหายในวงกว้างได้ และเมื่อไม่มีประสบการณ์ ทำให้เรามักประเมินสถานการณ์ที่ต่ำกว่าความเป็นจริง
เราเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากความไม่พร้อม ในการรับกับอุบัติเหตุขนาดใหญ่ เหมือนกับที่เราเคยเผชิญมาแล้วในคราวน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ซึ่งเราเชื่อว่าต่อจากนี้ก็จะเกิดการตื่นตัวเหมือนกรณีน้ำท่วมใหญ่ กล่าวคือ หามาตรการหรือเตรียมแผนรับมือ แต่ที่สังคมอยากเห็นก็คือมีการเตรียมพร้อมกับภัยพิบัติจริงๆ ไม่ใช่ทำตามกระแสเรียกร้องเท่านั้น เพราะหากเราไม่เตรียมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต เราก็เชื่อว่าเหตุการณ์เช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพราะอย่าลืมว่าอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา









