วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กัน

อย่างกว้างขวางเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กรณีกรรมการ กสทช.ที่รับผิดชอบงานด้านกำกับผังและเนื้อหารายการ ตัดสินใจ

เรียกบริษัทผู้ผลิตละครซีรีส์วัยรุ่นชื่อดัง "ฮอร์โมน" เข้าชี้แจงถึงเนื้อหาของซีรีส์ที่ถูกเครือข่ายเฝ้าระวังฯขอให้พิจารณาถึงความเหมาะสมในแง่คุณธรรม จริยธรรม เพราะมีฉากล่อแหลมจำนวนมาก โดยเฉพาะเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่น ซึ่งในเรื่องคือระดับมัธยม และการใช้ความรุนแรง

O เบื้องต้นกรรมการ กสทช.ที่รับผิดชอบ คือ พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ ชี้แจงว่ายังไม่มีแนวคิดสั่งแบนหรืองดออกอากาศ เพียงแต่ให้บริษัทผู้ผลิตส่งซีรีส์ตอนที่เหลือมาให้พิจารณา เพราะเห็นว่าแม้การสร้างละครที่มีเนื้อหาตีแผ่พฤติกรรมผิดๆ ของวัยรุ่นซึ่งเกิดขึ้นจริงจะสามารถทำได้ แต่ก็น่าจะมีการแสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดกับตัวละครที่มีพฤติกรรมผิดทำนองคลองธรรมนั้นด้วย

O พลันที่ความเคลื่อนไหวของ กสทช.ปรากฏเป็นข่าว ปรากฏว่าถูกวิจารณ์ ด่าทอ เย้ยหยันจากคนหลายกลุ่ม รวมทั้งดาราวัยรุ่นที่สวมบทเป็น "สไปรท์" ซึ่งกำลังโด่งดังเป็นพลุแตกจากพฤติกรรมคบเพื่อนต่างเพศแบบเปลี่ยนหน้าไปเรื่อยๆ (ในละคร) เธอบอกว่าถ้าหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบสั่งห้ามออกอากาศก็ถือว่า "ใจแคบมาก" เพราะตอนจบของละครจะมีบอกว่าหมดว่าตัวละครของเรื่องที่มีพฤติกรรมไม่ดีจะได้รับผลอย่างไร...ก็ต้องรอดูกันไป

O แต่ปัญหาที่ถกเถียงกันไม่จบก็คือ การสร้างหนังสร้างละครนั้น ควรหรือไม่ที่จะให้มีภาพสะท้อนพฤติกรรมบางด้านของวัยรุ่น เช่น จูบกันในชุดนักเรียน หรือการใช้ความรุนแรงอันสืบเนื่องมาจากการแย่งจีบผู้หญิงกัน แม้จะเกิดขึ้นจริง (กับบางคน ไม่ใช่วัยรุ่นทุกคน) ในสังคมปัจจุบันก็ตาม

O คนที่อ้างตัวว่าเป็นพวก "หัวใหม่" ไม่ใช่ "ผู้ใหญ่คร่ำครึ" ก็บอกว่า กสทช.ไปยุ่งทำไม ก็เรื่องมันเกิดขึ้นจริง สังคมต้องเรียนรู้ และเด็กที่เป็นดาราแสดงในเรื่องก็บอกว่า เรื่องจริงหนักกว่านี้อีก...

O ถูกหมดแหละครับไม่ว่าจะอ้างเหตุผลกันอย่างไร แต่อยากให้เข้าใจศาสตร์ของภาพยนตร์ว่า มันมีการสร้างจินตภาพของพระเอก นางเอกขึ้นมา หากภาพของพระเอกเลือกทำพฤติกรรมไม่ดี แล้วไม่ได้สะท้อนอย่างชัดเจนว่าเขาได้ผลกระทบอะไร สุดท้ายย่อมเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ เพราะแทนที่จะมองเป็นเรื่องผิด กลับไปมองที่ความเท่ เหมือนดาราเท่ๆ สูบบุหรี่ในภาพยนตร์ ก็เป็นตัวกระตุ้นให้คนสูบบุหรี่มากขึ้น จนปัจจุบันต้องมีการรณรงค์และพรางภาพกันวุ่นวาย

O ที่บางคนแย้งว่าเรื่องจริงยิ่งกว่าในหนัง...ก็ถูกอีกเหมือนกัน แต่การยกเรื่องจริงมานำเสนอในรูปแบบที่แตกต่างกัน ย่อมทำให้เกิดผลต่างกันด้วย เช่น เสนอในลักษณะภาพข่าว ก็จะกลายเป็นอุทาหรณ์ คนไม่ค่อยเลียนแบบ แต่ถ้าไปปรากฏในภาพยนตร์หรือละครแล้วไม่อธิบายอย่างดีพอ ก็จะเกิดปัญหาตามมา

O ผมเคยอ่านนิยายและชมละครชื่อเดียวกัน เรื่อง "หน้าต่างบานแรก" เป็นเรื่องจริงของสังคมยุคหนึ่ง (ปัจจุบันก็ยังมี) คือยุคที่ยังยอมรับไม่ได้กับการ "ท้องก่อนแต่ง" โดยเฉพาะ "ท้องในวัยเรียน" แต่ทั้งละครและนิยายสะท้อนมุมมองที่ดี ทำให้ผู้อ่านหรือผู้ชมเห็นว่าการตัดสินใจที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียวในชีวิต มันส่งผลกระทบใหญ่โตมากมายขนาดไหน พ่อแม่ต้องทุกข์ทรมานอย่างไร ตัวเองต้องทุกข์อย่างไร และบทจบก็ไม่ได้เจ๊าๆ กันไป เพราะมีภาระคือ "ลูกน้อย" ที่ต้องรับผิดชอบดูแลไปตลอด

O บางคนบอกว่าเด็กสมัยนี้คิดเองได้ อยากจะบอกว่าผู้ใหญ่ยังคิดเองไม่ได้ทั้งหมดเลย ที่สำคัญเด็กจะดีหรือไม่ดีนอกจากตัวเองแล้วยังมีปัจจัยเรื่องสภาพแวดล้อมรอบตัวด้วย...กรุณาอย่าลืม!

O ออกตัวทิ้งท้ายว่าไม่ได้ค้านการสร้างภาพยนตร์แนวนี้ แต่ช่วยทำอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่สร้างจินตภาพผิดๆ เพราะเด็กมักเลือกเลียนแบบ "ไอดอล" ที่แรงๆ อยู่แล้ว หนำซ้ำวงการดาราบ้านเราในปัจจุบัน นักเลงหัวไม้ที่ไปต่อยคนแก่ยังกลายเป็น "ไอดอล" ไปแล้ว แบบนี้ยังเรียกว่ารับผิดชอบต่อสังคมอยู่อีกหรือ?