โน้มน้าวใจไปสู่เป้าหมาย

โน้มน้าวใจไปสู่เป้าหมาย

ไม่ว่าเราจะเชี่ยวชาญเรื่องการจูงใจคนเพียงใดก็หนีคนที่ทำตัวเป็น “ฝ่ายค้าน” เสมอไปไม่ได้ซึ่งเป้าหมายการจูงใจคนกลุ่มนี้อาจไม่ใช่การเอาชนะ

เพียงแค่ให้ค้านลดลงหรือไม่คัดค้านเราเลยก็ถือว่าประสบความสำเร็จมากแล้ว

ส่วนกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยกับเรานั้นก็ต้องใช้ศิลปะจูงใจที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะการเปิดใจรับฟังและหาโอกาสนำเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ซึ่งผมเสนอแนวทางไว้ใน “ไอทีไร้พรมแดน” ฉบับวันอังคารที่แล้ว วันนี้เราจะต่อกัน 3 กลุ่มที่เหลือ

คนกลุ่มที่ 3 คือ คนที่อยู่ตรงกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด คนประเภทนี้เหมือนคนที่เป็นฝ่ายค้านเพราะยากที่จะโน้มน้าวใจหากเขาไม่สนใจ สำหรับคนกลุ่มนี้มีข้อดีตรงที่เราอธิบายให้เขาฟังได้ไม่ยากนัก แต่เขาอาจไม่โต้ตอบไม่แสดงความรู้สึกใดๆ

ความท้าทายในการโน้มน้าวใจคนกลุ่มนี้อยู่ที่การหาทางสร้างความกระตือรือร้นทำให้เขาสนใจขึ้นมาให้ได้ เพราะถ้าเขาฟังเราเมื่อใดก็เท่ากับมีโอกาสถ่ายทอดข้อมูลที่ถูกต้องให้เขาได้รับรู้และดึงมาเป็นผู้สนับสนุนได้ทันที

กลุ่มที่ 4 คือกลุ่มผู้สนับสนุน ซึ่งลำพังเพียงการเห็นด้วยอาจไม่เพียงพอเพราะเราต้องการให้เขาลงมือทำตามแนวทางที่เราต้องการด้วย เพราะทุกอย่างอยู่ที่การกระทำเท่านั้น ความท้าทายจึงอยู่ที่กลยุทธ์ทำอย่างไรให้เขาเป็นผู้นำไอเดียของเราไป และช่วยเราพูด

เพราะถ้าเขาสนับสนุนอย่างเดียวแต่ไม่พูด ไม่กระจายแนวคิดต่อ และไม่ปฏิบัติตามก็เท่ากับว่าเขาไม่ได้เข้ากับฝ่ายใดเลย จึงต้องทำให้คนที่สนับสนุนเราเข้าใจ และถ้ามีคนที่เข้าใจเราผิดเขาก็จะแก้ไขให้ และช่วยเปลี่ยนความรู้สึกของคนอี่นให้เห็นด้วยกับเรา และสุดท้ายเขาก็จะเป็นปากเสียง เป็นตัวแทนเราได้

ต้องทำให้คนที่สนับสนุนเราเข้าใจว่า หากไม่ดำเนินการตามที่เราต้องการจะมีปัญหาเกิดขึ้นมากมายได้ เมื่อเขาเข้าใจและเกิดการปฏิบัติ การสนับสนุนจึงเกิดผลได้ทันที

กลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มแฟนคลับ คือกลุ่มที่เชื่อถือในตัวเราอย่างเต็มที่ บางครั้งอาจศรัทธาเราทั้งที่ยังไม่มีแนวคิด ไม่มีแผนการอย่างเป็นรูปธรรมแต่ก็พร้อมสนับสนุนเราอย่างเต็มที่แถมยังช่วยกระจายข่าวประชาสัมพันธ์ให้เต็มร้อย

กลุ่มนี้จึงเป็นฐานสำคัญในการทำงานใหญ่ แต่จะทำอย่างไรให้มีแฟนคลับมากๆ เพราะคนกลุ่มนี้พร้อมจะช่วยแปรแนวคิดไปสู่การกระทำและขยายผลจาก 1 เป็น 10 เป็น 100 เป็น 1,000 ได้ โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ

เพราะมีคนหลายกลุ่มหลายประเภท หนทางการเจรจาเพื่อโน้มน้าวใจเขาจึงใช้วิธีเหมือนกันทั้งหมดไม่ได้ เช่น ฝ่ายค้าน ก็ทำให้เขาค้านน้อยลง คนที่ไม่เห็นด้วยก็ทำให้เขาไม่ทำอะไรขัดกับเรา คนที่ไม่เข้าข้างฝ่ายไหนก็ทำให้เขาเชื่อฟังเราและกลับมาสนับสนุนเรา

ส่วนคนที่สนับสนุนเราก็ให้คิดถึงการปฏิบัติมากขึ้น และคนที่เป็นสาวกก็ให้เป็นแรงประชาสัมพันธ์เพื่อต่อยอดความสำเร็จให้เร็วที่สุด หากทำได้ทั้งหมดนี้ ปัญหาใหญ่แค่ไหนก็จะแก้ไขผ่านไปได้ ในเวลาเดียวกันผู้นำต้องเจอสถานการณ์ที่ต่างกันก็ต้องหาทางรับกับปัญหาที่แตกต่างกันไปด้วยเช่นกัน

การโน้มน้าวใจผู้อื่นจำเป็นต้องเข้าใจถึงจิตใจของคน โดยเฉพาะความเป็นห่วงและความวิตกกังวลของคน ถ้าเราแก้ปัญหาให้เขาได้ และมีโอกาสสนทนากับเขาและทำให้เขาดีขึ้นได้ ก็ไม่มีทางเลยที่เขาจะไม่เห็นด้วย ไม่สนับสนุน หรือคัดค้านเรา ผู้นำจึงต้องเข้าใจเรื่องเหล่านี้ ก็จะเป็นผู้นำที่ดีและประสบความสำเร็จได้ในท้ายที่สุด