ปัญหาของแพงเป็นเรื่องใหญ่ รัฐบาลที่ไม่ใส่ใจเรื่องปากท้องของประชาชนจนต้องหมดอายุก่อนเวลาอันควร
เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลกมาหลายครั้งแล้ว โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่ยังมีผู้มีรายได้น้อยอยู่เป็นจำนวนมาก หากดูตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของไทยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาซึ่งเท่ากับ 2.25% อาจจะทำให้คิดไปว่า ประเทศไทยในตอนนี้ไม่มีปัญหาของแพง เสียงบ่นเกี่ยวกับปัญหานี้ คงเป็นแค่เสียงนกเสียงกาจากกลุ่มที่จ้องจะโค่นรัฐบาล ไม่ต้องสนใจก็ได้ เดี๋ยวพอไม่ได้ผล เสียงบ่นเหล่านี้ก็จะหายไปเอง ความคิดเช่นนี้นับว่าอันตรายต่อสุขภาพทางการเมืองของรัฐบาลอย่างยิ่ง เพราะด้วยข้อมูลชุดเดียวกันกับที่รัฐบาลใช้อยู่ หากมองลงไปในรายละเอียดจะเห็นว่าปัญหาของแพงเป็นเรื่องจริง
ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา รวมไปถึงความเห็นจากนักวิชาการหลายท่าน ได้ผลสอดคล้องกันว่า ตอนนี้ของแพงเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไข เพื่อยืนยันความเห็นเหล่านี้ ผู้เขียนจึงขอนำเอาข้อมูลอัตราเงินเฟ้อของจากสำนักสารสนเทศและดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์มานำเสนอเป็นกราฟแท่งในรูป ซึ่งจะเห็นได้ว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อของประเทศได้ลดลงมาอย่างต่อเนื่องจากประมาณ 3.4% ในเดือนมกราคมมาเป็น 2.25% ในเดือนมิถุนายน
ในเมื่ออัตราเงินเฟ้อลดลงอย่างต่อเนื่องแบบนี้ แล้วทำไมถึงยังมีเสียงร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาเงินเฟ้อ? ความขัดแย้งระหว่างข้อมูลในภาพรวมกับความเห็นของประชาชนเกิดจากมุมมองที่แตกต่างกัน สำหรับประชาชนแล้ว การประเมินภาวะของแพงเริ่มต้นด้วยการเปรียบเทียบราคาของกินของใช้ประจำวัน ว่าราคาเปลี่ยนไปมากแค่ไหน ซึ่งราคาของกินประจำวัน เช่น อาหารและเครื่องดื่มนั้น เป็นแค่ส่วนหนึ่งของกลุ่มสินค้าที่ใช้คำนวณอัตราเงินเฟ้อในภาพรวม ถ้าหากเลือกเฉพาะอัตราการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มมาคำนวณอัตราเงินเฟ้อเสียใหม่ โดยตั้งชื่อว่า “เงินเฟ้อปากท้อง” ซึ่งแสดงโดยเส้นทึบในรูป จะเห็นได้ว่า อัตราเงินเฟ้อปากท้อง เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นแสดงว่า ราคาของอาหารและเครื่องดื่มแพงขึ้นจริง และแพงขึ้นในอัตราที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย ดังนั้น ความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับราคาของที่แพงขึ้นจึงเป็นเรื่องจริง ไม่ได้คิดไปเอง
มีสาเหตุสำคัญสองเรื่องที่ทำให้เงินเฟ้อปากท้องสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อในภาพรวมกว่าเท่าตัว สาเหตุแรก คือ อากาศร้อนและภัยแล้งในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนที่ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตการเกษตรที่ออกสู่ตลาด ทำให้ราคาสินค้าเหล่านี้แพงขึ้น ซึ่งในประเด็นนี้ จะโทษรัฐบาลเสียทั้งหมดก็ไม่ได้ เพราะดินฟ้าอากาศเป็นเรื่องที่เหนือการควบคุม การที่ราคาแพงขึ้นจึงเป็นไปตามกลไกตลาด
อย่างไรก็ตาม คำถามที่ชวนให้คิดก็คือ หลังจากเกิดปัญหานี้แล้ว รัฐบาลได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเพื่อแก้ปัญหานี้บ้าง? ความพยายามเหล่านี้ได้ผลแค่ไหน? ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อปากท้องคือหลักฐานที่ดีที่สุดเกี่ยวกับความสามารถของรัฐบาลในการแก้ปัญหานี้
สาเหตุที่สอง คือ ผลกระทบจากนโยบายกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน โดยเฉพาะนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ที่ออกมาโดยไม่มีมาตรการรองรับ จนฉุดให้อัตราเงินเฟ้อปากท้องเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มนโยบายนี้ทั่วประเทศสำหรับสาเหตุนี้ รัฐบาลต้องยืดอกรับไปเต็มๆ
การช่วยเหลือเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เป็นเรื่องที่น่าสนับสนุน แต่การคิดไม่รอบคอบ ขาดมาตรการรองรับเพื่อไม่ให้นโยบายนี้ไปเร่งอัตราเงินเฟ้อต่างหากที่เป็นปัญหา เพราะถ้ารายได้เพิ่มขึ้น แต่ของแพงขึ้น คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของแรงงานก็เกิดขึ้นแค่ชั่วคราว ถ้าเอาตัวเลข 300 บาทมาเป็นฐานในการคิด แล้วใช้อัตราเงินเฟ้อปากท้องมาคำนวณ เงิน 300 บาทในตอนนี้มีอำนาจซื้อประมาณ 290 บาท หากแนวโน้มเป็นเช่นนี้ต่อไป อีกหนึ่งปีครึ่ง อำนาจซื้อของเงิน 300 บาทจะเหลือแค่ประมาณ 250 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับค่าแรงขั้นต่ำในกรุงเทพและปริมณฑลก่อนมีการปรับขึ้นค่าแรง แสดงว่า หลังจากเดือนธันวาคม 2557 แรงงานที่ทำงานในกรุงเทพและปริมณฑลจะมีอำนาจซื้ออาหารและเครื่องดื่มเท่ากับตอนก่อนมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
หากนำข้อเท็จจริงที่ว่า จังหวัดเหล่านี้มีการปรับขึ้นค่าแรงมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2555 ดีไม่ดี สิ้นปีหน้า แรงงานกลุ่มนี้อาจจะจนลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
เงินเฟ้อเป็นสัตว์ร้ายที่ต้องมีการควบคุม การที่ของแพงขึ้นทุกวัน ทำให้คนคาดการณ์ไปว่า ของจะแพงขึ้นไปอีก ถ้าไม่ประหยัดเงินไว้ใช้จ่ายในอนาคต ก็จะเร่งซื้อของตุนไว้ก่อน ในส่วนของคนขายก็ต้องปรับราคาไปล่วงหน้าเพื่อสะท้อนต้นทุนในอนาคต ถ้าทั้งคนซื้อและคนขายคาดการณ์แบบนี้ สุดท้ายของที่แพงอยู่แล้วก็ยิ่งจะแพงขึ้นไปเรื่อยๆ
อิทธิฤทธิ์ของดัชนีไข่ไก่ เคยคว่ำรัฐบาลชุดก่อนมา และทำให้รัฐบาลชุดนี้ช้ำในมาแล้ว การเลือกวางเฉย ยึดเอาตัวเลขเงินเฟ้อในภาพรวมเป็นสรณะ ไม่ได้ทำให้ปัญหาหมดไป โครงการธงฟ้าและร้านโชว์สวยก็ยังไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด เลิกพยายามทำให้ประชาชนมองเหมือนรัฐบาลเสียที รัฐบาลต้องหัดมองปัญหาจากมุมมองของประชาชน ถึงเวลาที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลแสดงฝีมือ เพราะปัญหาปากท้องคือไม้บรรทัดอันใหญ่ที่สุดที่ประชาชนใช้วัดน้ำยาของรัฐบาล






