วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หยุดยิงเพื่อสันติภาพ หรือหยุดยิงเพื่อต่อรอง

จั่วหัวแบบนี้ไม่ได้แปลว่ากำลังคิดจุกจิกหาเรื่องโจมตีรัฐบาลในเรื่องการแก้ไขปัญหาภาคใต้

เพราะใจจริงก็ขอปรบมือชม คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ได้ดำเนินการเชิงรุก ทั้งเรื่องพูดคุยสันติภาพกับกลุ่มผู้เห็นต่าง และการสร้างมิติใหม่ให้คนระดับผู้นำประเทศไปพบปะพูดคุยกับเลขาธิการโอไอซี กระทั่งมีถ้อยแถลงจากโอไอซีออกมาสนับสนุนการแก้ปัญหาของไทยเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

แต่ที่ต้องขออนุญาตแสดงความเห็นเรื่อง "หยุดยิง" ก็เพื่ออธิบายภาพให้เห็นผลอีกด้านหนึ่งของวาทกรรม "ยุติความรุนแรงช่วงรอมฎอน" ซึ่งผมไม่ได้ขัดขวางสันติภาพ เพราะการหยุดยิงแม้เพียงวันเดียวก็ดีอยู่แล้ว แต่เป้าหมายของการหยุดยิงนั้นต่างหากที่น่าสนใจและหยิบมาวิเคราะห์ถึงอนาคต

นอกเหนือจากการใช้ถ้อยคำในคำแถลงที่เรียกว่า "ความเข้าใจร่วมกัน" หรือ Common Understanding เมื่อวันที่ 12 ก.ค.ซึ่งมีหลายจุดที่น่าจะเป็นปัญหาตามมา โดยเฉพาะการมีชื่อ อ.สะเดา โผล่ขึ้นมาเป็นอำเภอที่ 5 ของ จ.สงขลา ที่ถูกเหมารวมเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาความไม่สงบจนต้องยุติเหตุรุนแรงและลดปฏิบัติการทางทหาร (ซึ่งจริงๆ ไม่มีและไม่เคยมี) แล้ว ยังมีประเด็นอันแหลมคมที่ต้องตั้งคำถามอีกประเด็นหนึ่งว่า การยุติเหตุรุนแรง หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า "หยุดยิง" ของฝ่ายบีอาร์เอ็นนั้น มีเจตนาที่แท้จริงเพื่ออะไร เพราะมีการกำหนดกรอบเวลาเอาไว้เพียง 40 วัน

หากเป็นการหยุดยิงเพื่อสันติภาพจริงๆ ควรประกาศเจตนารมณ์ให้ชัดว่าจะพยายามยุติการก่อเหตุรุนแรงถาวร เพื่อหันมาใช้โต๊ะพูดคุยเจรจาอย่างสันติวิธีแทนจะเหมาะกว่าไหม หรืออย่างน้อยก็ประกาศว่ากลุ่มใหญ่ของบีอาร์เอ็นหยุด (ใช้ความรุนแรง) แล้ว หากมีกลุ่มย่อยหรือพวกนอกแถวยังใช้ความรุนแรงอยู่ ก็จะได้ช่วยกันชี้แจงทำความเข้าใจหรือส่งสัญญาณ

แต่การหยุดยิงที่กำลังดำเนินอยู่นี้ มีโอกาสสูงที่จะเป็นการ "หยุดยิงเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง" คือหยุดแค่เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นก็ยิงต่อ เหมือนที่เคยโหมความรุนแรงให้ดูช่วงก่อนเข้าสู่เดือนรอมฎอน อาทิ กรณีระเบิดทหาร 8 ศพ ทั้งนี้เพื่อผลในการพูดคุยเจรจาและยื่นข้อเรียกร้องที่สูงขึ้นต่อไป

ผมเคยเขียนเตือนไว้ในคอลัมน์นี้ว่า ถ้าบีอาร์เอ็นหยุดความรุนแรงได้จริงแม้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง มันจะเป็นโจทย์ที่ยากขึ้นสำหรับรัฐบาลไทยในการพูดคุยเจรจาในลำดับต่อไป เพราะน้ำหนักของอำนาจต่อรองจะเทไปทางฝั่งบีอาร์เอ็น

เขาอาจแตกแยกกันจริงตามที่หน่วยข่าวของไทยเคยประเมิน แต่เขาสามารถร่วมมือกันทางยุทธวิธีได้...เพื่ออะไรหากไม่ใช่ผลลัพธ์ที่จะได้กลับมามากกว่า

หลายคนกำลังมองไปถึง "เขตปกครองพิเศษ" ซึ่งเป็นที่รู้ๆ กันว่าเมื่อการแบ่งแยกดินแดนเป็นไปไม่ได้ และไกลเกินฝัน หลักไมล์ที่ใกล้เข้ามาหน่อยก็คือ "เขตปกครองพิเศษ" หรือจะเรียกว่า "เขตปกครองตนเอง" ก็ไม่ผิด

ยิ่งท่าทีของบีอาร์เอ็นพูดถึงอำเภอที่ 5 ของ จ.สงขลา ในคลิปวีดีโอที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ และมาเฉลยว่าคือ อ.สะเดา ในแถลงการณ์ร่วมที่มาเลเซียแถลง ยิ่งทำให้หลายฝ่ายมองว่าเป็นการเตรียมแผนหาแหล่งรายได้รองรับ "เขตปกครองพิเศษ" ที่จะขีดเส้นกันบนโต๊ะเจรจาหลังประสบความสำเร็จในการลดเหตุรุนแรงช่วงรอมฎอนหรือไม่

หากลองย้อนกลับไปอ่านสุนทรพจน์ของ นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัก ของมาเลเซีย ในการเปิดประชุมวิชาการหัวข้อ "อิสลามและศักราชใหม่ของประเทศในอาเซียน" ซึ่งจัดโดยสถาบันความเข้าใจอิสลามของมาเลเซีย คงพอต่อจิ๊กซอว์ในประเด็นนี้ได้

นายกฯนาจิบ บอกว่ามุสลิมที่เป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศอาเซียน โดยเฉพาะในฟิลิปปินส์ ไทย และพม่านั้น จำเป็นต้องยอมรับในความรับผิดชอบของตนต่อรัฐนั้นๆ นั่นก็คือการส่งสัญญาณให้เลิกคิดแบ่งแยกดินแดนตั้งรัฐใหม่ แต่ นายกฯนาจิบ ก็กำกับว่ารัฐเหล่านั้นก็ต้องให้ชนกลุ่มน้อยมุสลิมมีสิทธิในการปกครองตนเองเพื่อคงเอกลักษณ์ทางศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม

คำที่นายกฯนาจิบใช้คือ autonomy หรือการปกครองตนเอง
หรือนี่คือ "คำตอบสุดท้าย" ของปัญหาไฟใต้ที่ถูกวางเอาไว้แล้วจากมาเลเซีย และจากอดีตนายกฯผู้มากบารมีของไทย โดยที่โต๊ะพูดคุยเจรจาเป็นเพียงพิธีกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อรอเวลาให้สถานการณ์สุกงอมและสังคมยอมรับได้กับคำตอบที่เตรียมเอาไว้...เท่านั้นเอง