วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จีนแค่จาม มะกันก็ฮัดเช้ย!

เมื่อรัฐบาลบอกว่า อัตราโตทางเศรษฐกิจของไทยปีนี้ จะต้องปรับลงจากปีละ 5.3% เป็น 4.5%

เพราะว่าหนึ่งในปัจจัย คือ เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัว เราก็ต้องเกาะติดความเคลื่อนไหวของจีนอย่างใกล้ชิดกว่าเดิมอีกหลายย่างก้าว

หลายปีมาแล้วที่การเฟื่องฟูของเศรษฐกิจจีน ถูกมองว่าเป็นเรื่องที่มี “อะไรซ่อนเร้น” หรือเป็นการ “ตีฟู” หรือไม่

แม้ว่านักวิเคราะห์ตะวันตก จะตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของสถิติอย่างเป็นทางการของปักกิ่ง แต่จีน ก็สามารถแสดง “ปาฏิหาริย์” ด้วยตัวเลขเติบโตของผลผลิตมวลรวม หรือ GDP ในระดับ 8-10% อย่างต่อเนื่องมาตลอด แม้ระยะหลังจะเริ่มแผ่วลงไปบ้าง แต่ก็ยังสามารถรักษาอัตราโตได้ที่ 7-8%

แต่สองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ความกังวลเดิมเริ่มกลับมาหลอกหลอนนักวิเคราะห์อีกรอบหนึ่ง เมื่อมีความหวาดหวั่นว่าระบบการเงินนอกระบบ สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ และการลงทุนของรัฐในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของจีน “มากและเร็วเกินเหตุ”

วันที่ตลาดหุ้นจีนดิ่งเหวเมื่อสัปดาห์ก่อน สร้างความตื่นตระหนก ไม่เพียงแต่ในเอเชีย หากแต่ตลาดหุ้นทั่วโลก ก็พลอยหวั่นไหวไปด้วย

สาเหตุที่ทำให้เกิดความโกลาหลในกรณีนี้ มีอยู่สองประการ ดังนี้
หนึ่ง คือ อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคารจีนกันเอง พุ่งขึ้นอย่างน่ากลัว หลังจากธนาคารกลางของจีน แสดงความเป็นห่วงว่าการให้กู้ขยายตัวเกินกว่าที่ควร และจะต้องมีการเข้าไปควบคุมเพื่อปรับลดให้อยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล

สอง คือ การวิเคราะห์ของเจ้าหน้าที่ของ Fitch Ratings ที่ชื่อ Charlene Chu ซึ่งวิพากษ์ว่าตัวเลขทางการของปักกิ่ง ไม่น่าเชื่อถือเพราะว่ามีการปิดบังซ่อนเร้นการขยายตัวอย่างน่ากลัวของ “การธนาคารเงา” อันหมายถึงการให้กู้ยืมที่ไม่ปรากฏในระบบธนาคารปกติ ซึ่งได้ขยายตัวไปอย่างมากมาย จนอาจจะถึงจุด “วิกฤติ”

บางคนเรียกเศรษฐกิจจีนส่วนที่ซ่อนอยู่ข้างหลัง ว่าเป็น “Frankenstein economy”

ระบบกู้ยืมที่ไม่อยู่ในระบบปกติ แปลว่า ไม่มีการรายงานในบัญชีธรรมดา หรือที่เรียกว่า off-balance-sheet transactions นี่แหละที่นักวิเคราะห์คนนี้บอกว่ากำลังจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของจีนอยู่ในภาวะอ่อนไหว และอาจจะเกิดอะไรที่ไม่อาจคาดหมายได้

และกลุ่มธุรกิจที่ใช้วิธีการกู้เงินโดยไม่ผ่านระบบรายงานธรรมดา ก็คือ รัฐวิสาหกิจทั้งหลายที่ทำผ่านรัฐบาลท้องถิ่นและธนาคารรัฐนั่นเอง

ซึ่งหมายความว่า รัฐบาลจีนต้องเข้าไปขุดคุ้ย เพื่อให้เกิดความโปร่งใสอย่างแท้จริง
ในช่วงที่นักวิเคราะห์คนนี้ออกรายงานเรื่องนี้ ตรงกับที่เกิดปัญหา “ขาดแคลนสภาพคล่อง” ระหว่างธนาคารที่ถูกบีบจากธนาคารกลาง เพราะกลัวจะเกิด “ฟองสบู่” ในวงการอสังหาริมทรัพย์

สองข่าวนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ซึ่งก็เกิดภาวะไม่ต่างกับจุดไม้ขีดไฟใกล้ ๆ ถังน้ำมัน ที่พร้อมจะลุกโชนได้ฉับพลัน

และในช่วงเดียวกันนั้นเอง ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ นายเบน เบอร์นันเก้ ก็ออกข่าวทำนองว่าอาจจะชะลอ หรือระงับการฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ ที่เรียกว่า QE ด้วยการซื้อพันธบัตรรัฐบาลจำนวนมหาศาล

สองสามเรื่องนี้เกิดขึ้นใกล้ ๆ กัน ก็กลายเป็น Perfect Storm หรือ พายุยักษ์ ที่ซัดกระหน่ำตลาดหุ้น ตลาดการเงินการทองอย่างหนักหน่วง ไปทั่วโลก

ถามว่า สถานภาพเศรษฐกิจจีนน่ากลัวไหม คำตอบก็คือว่า หากติดตามสิ่งที่ผู้นำจีนคนใหม่ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง พยายามจะทำ คือ การลดการพึ่งพาเงินกู้หรือเครดิตง่าย ๆ และค่อยๆ ผ่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ต้องถือว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อความยั่งยืน อย่างแท้จริง

แต่ตลาดหุ้นและตลาดการเงิน มักจะ “แตกตื่น” ง่ายกว่าที่ควรจะเป็นเสมอ ทั้งๆ ที่ ผู้บริหารธนาคารกลางจีนกับสหรัฐ พยายามจะปลอบตลาดทั้งโลก ด้วยการยืนยันคล้ายๆ จะบอกว่า

“ไม่ต้องห่วง แม้เราจะพยายามลดการฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจที่ไม่จำเป็น แต่เราก็จะค่อยทำค่อยไป ไม่หักด้ามพร้าด้วยหัวเข่า อย่างแน่นอน...”

กระนั้น “ตลาด” ที่มักจะถูกกระชากลากถูด้วย “ความโลภ” สลับกับ “ความกลัว” เสมอ ก็ยังไม่ยอมรับรู้คำว่า “ความยั่งยืนและเสถียรภาพ” ในระยะกลางและระยะยาวอยู่ดี

ต้องยอมรับความจริงว่า จีนไม่อาจจะมีอัตราโตของจีดีพี ในระดับ 8-10% ตลอดไปได้ เพราะนั่นเท่ากับเป็นการยอมรับว่า จะหนี “ฟองสบู่” ไม่ได้แน่

หรือ...จะคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐ จะต้อง “ปั๊มเงิน” เข้าระบบตลอดเวลา ก็เป็นการฝืนความจริงอย่างไร้เหตุไร้ผล...อย่างแน่นอน