ความยุ่งยากครานี้ ไม่ได้อยู่ที่ภายใน แต่มาจากภายนอก
โดยเฉพาะการเมืองที่กำลังระดมสรรพกำลังถล่มซ้ำจุดอ่อน
ตำแหน่งซีอีโอ สั่นคลอน หากเป็นองค์อื่น ที่ใครมานั่งก็ได้ ป่านนี้คงเปลี่ยนซีอีโอนับไม่ถ้วนไปแล้ว
ล่าสุดสั่นคลอน หลังจาก”ดร.ไพรินทร์” นั่งตำแหน่งนี้มาได้ 2 ปี กำลังถูกตรวจสอบการเข้าไปเป็นกรรมการในบริษัทเอฟแอนด์เอ็น แม้จะลาออกมาแล้วก็ตาม แต่เรื่องถูกผลักเข้าไปสู่กระบวนการสอบสวนของคณะอนุกรรมการที่บอร์ดแต่งตั้ง น่าจะได้ข้อสรุปวันที่ 12 ก.ค.นี้
บอร์ดท่านหนึ่งระบุว่า “ถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว” เพราะมองว่า การนั่งเป็นกรรมการนอกเครือ ทำไม่ได้ และบริษัทนี้ดำเนินธุรกิจหลากหลาย อาจทับซ้อนกับธุรกิจของปตท.
แต่ในมุมของ”ดร.ไพรินทร์” คิดว่าน่าจะทำได้ เพราะไม่มีการวางกฎระเบียบที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น หากเขาทำผิด ผู้บริหารคนอื่นหรือรัฐวิสาหกิจอื่นที่เป็นกรรมการในเอกชนแบบเขา หรือ แม้แต่กรรมการในสภามหาวิทยาลัยก็ต้องผิดไปด้วย
ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องการเรียกร้องคือมาตรฐานการถูกตรวจสอบเหมือนกัน และการวางบรรทัดฐานให้ชัดเจนหลังจากนี้
นอกจากเรื่องนี้แล้ว ยังเห็นความไม่พอใจตั้งแต่นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล มาเป็นรมว.กระทรวงพลังงาน ที่เวลาผ่านไปหลายเดือนก็ดูจะไม่เป็นเนื้อเดียวกับซีอีโอปตท. ต่างจากยุคก่อนๆ
ระยะหลังจึงได้เห็นรมว.ตำหนิปตท.ออกสื่อบ่อยครั้ง ทั้งขยายปั๊มล่าช้า การไม่แยกบริษัทท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ไม่อาจทราบได้ว่า”เบื้องหลังมีอะไรที่ปตท.ไปทำให้ขัดใจ
ไม่นับรวมกรรมาธิการชุดต่างๆในสภา ที่กระโดดเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องของปตท. และกลุ่มเอ็นจีโอ ที่ต่อต้านโครงการยักษ์ทั้งหลาย
หากมองข้าม”การเมือง” ต้นตอความไม่พอใจ อาจมาจาก”การสะสม” ความแปลกแยกระหว่างคนในองค์กรและภายนอก
เมื่อกิจการหลัก ไม่ได้สัมผัสกับคนฐานรากด้วยแล้ว ระยะห่างยิ่งกว้าง รวมถึงท่าทีของระดับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานหลัก ที่ตีกรอบความคิด และกำเป้าหมายไว้ข้างตัวเสมอ
แม้จะทำโครงการดีๆ เพียงใด ปลูกต้นไม้ทั้งแผ่นดินก็แล้ว เป็นสปอนเซอร์แทบทุกองค์กรการกุศล และเป็นกลไกรัฐในการนำร่องโครงการศึกษาวิจัยต่างๆ
น่าแปลก…ความดีเหล่านี้ไม่ได้มีผลต่อใจและการแสดงออกของผู้คนที่มีต่อปตท.มากนัก
“คนเกลียดเลยมากกว่าคนรัก” อาจเป็นเพราะ”ความดี” เป็นนามธรรม จับต้องยาก
ทางเลือกใหม่ ...ต้องให้นึกถึงความสัมพันธ์แบบ “เพื่อน” ที่อาจจับต้องได้มากกว่า ลองดูว่า เมื่อในใจเรียกใครก็ตามว่า ”เพื่อน” เราปฏิบัติต่อคนนั้นอย่างไร
“ความเกลียดชัง” อาจเป็นเกราะกำบังอะไรบางอย่าง ดังนั้นการวิเคราะห์ผู้ที่ปฏิสัมพันธ์ด้วยแบบแยกแยะ ถอดเครื่องแบบออก เปลี่ยนความสัมพันธ์ต่อกันน่าจะได้เห็นความจริงที่ชัดเจนขึ้น และแก้ไขสถานการณ์ ได้ถูกจุด
หากบวกด้วยความสามัคคีของคนในองค์กร และผู้ที่ออกไปแล้ว แต่ยังพัวพันกับองค์กร มองเป้าหมายใหญ่ร่วมกัน ในฐานะเป็น”องค์กรที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางสังคม”ก็อีกทางแก้หนึ่ง
มุมมองเดิมๆ และการแตกความสามัคคี คงไม่พ้นคมหอกคมดาบ
เมื่อเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีช่องทาง ทำมาหากินมากมาย หากคนในสมยอมให้ถูกเจาะได้ง่าย เพราะยึดผลประโยชน์ตัวเองและพวกพ้องเป็นที่ตั้ง
พลขับจะเจอแต่ทางแยก ติดสัญญาณไฟเป็นระยะๆ
ยุคนี้ ”การเดิน” หรือ”ขี่จักรยาน” เป็นทางเลือกที่ใครทำก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ผู้ต้องทำหน้าที่ขับเคลื่อนองค์กร ลองมองทางเลือกเหล่านี้ดูบ้าง อาจช้า เหงื่อออกมากหน่อย แต่ทำให้แข็งแรงขึ้น ที่สำคัญลองทำเป็นหมู่คณะ
จะปล่อยให้ผู้บริหารขับรถ หรือนั่งเครื่องบินแต่ต้องไปเจอสัญญาณไฟ หรือ ไฮแจ็ค จะไปไม่ถึงจุดหมายอย่างที่ตั้งใจ….









