วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

อันเนื่องมาจากเรื่องใช้เงินอย่างไรให้มีความสุข

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หญิงสูงวัยในอเมริกาอายุ 84 ปีถูกหวยรางวัลชั้นยักษ์เป็นเงิน 590.5 ล้านดอลลาร์

เมื่อหักภาษีสารพัดออกแล้ว คุณยายยังได้เงินกลับบ้านเกือบ 280 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยใกล้ 8,400 ล้านบาท

ประวัติศาสตร์บ่งว่า ผู้ถูกหวยและร่ำรวยขึ้นมาแบบทันทีทันใดมักไม่ค่อยรู้จักใช้เงินทำให้เกิดปัญหาสารพัด ตัวอย่างมีมาก เรื่องที่อ้างถึงกันบ่อยๆ ในอเมริกาคือ ย้อนไปราว 10 ปี มีผู้ถูกหวย 314.9 ล้านดอลลาร์ ปรากฏว่าตอนนี้เขามีสภาพสิ้นเนื้อประดาตัว ติดเหล้า ลูกสาวและหลานสาวตายด้วยยาเสพติด แถมเขายังมีคดีติดตัว ด้วยเหตุนี้ จึงมักมีการพูดกันอย่างกว้างขวางว่าน่าจะใช้เงินนั้นอย่างไรเมื่อมีผู้ถูกหวยใหญ่ๆ ทุกครั้ง ในช่วงที่คุณยายคนนั้นถูกหวย มีหนังสือชื่อ Happy Money : The Science of Smarter Spending พิมพ์ออกมาพอดี ชื่อของหนังสือคงถอดความได้ว่า “เงินที่ทำให้มีความสุข : ศาสตร์ของการใช้เงินอย่างชาญฉลาด”

เนื้อหาของหนังสือวางอยู่บนฐานของการวิจัยทางจิตวิทยาซึ่งพบว่า การใช้เงินที่จะทำให้เกิดความอิ่มเอมใจอาจแยกได้เป็น 5 ด้านด้วยกันคือ (1) ซื้อประสบการณ์แทนการซื้อสิ่งของ ประสบการณ์อาจมาจากการเดินทางไปยังที่แปลกๆ (2) ถ้าเป็นการซื้อสิ่งของ ต้องเป็นสิ่งที่มีความเป็นพิเศษและหากเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องซื้อเป็นประจำอาจทำโดยการเปลี่ยนวิธีซื้อ (3) ซื้อเวลาซึ่งอาจทำได้โดยการใช้เครื่องทุ่นแรงและลดเวลาเดินทางไปกลับจากที่ทำงาน (4) จ่ายล่วงหน้าและได้สินค้าทีหลังซึ่งตรงข้ามกับการซื้อเงินผ่อนและการใช้บัตรเครดิต และ (5) ให้ผู้อื่น หากการใช้เงินแต่ละครั้งครอบคลุมมากกว่า 1 ใน 5 ด้านจะทำให้การใช้นั้นเกิดความพอใจยิ่งขึ้น

ผู้ที่ติดตามเรื่องราวของอภิมหาเศรษฐีวอร์เรน บัฟเฟตต์ จะทราบแล้วว่าเขาเริ่มบริจาคทรัพย์สินนับหมื่นล้านดอลลาร์ของเขาแล้วและจะบริจาคจนหมดยกเว้น 0.5% เท่านั้น อย่างไรก็ตาม เขามองว่าเงินจำนวนมหาศาลนั้นมีค่าน้อยกว่าเวลามาก ด้วยเหตุนี้ แม้เขาจะเป็นผู้ที่มีความเป็นอยู่แบบง่ายๆ โดยไม่ใช้สิ่งของฟุ่มเฟือยเฉกเช่นอภิมหาเศรษฐีทั้งหลาย เขาใช้เงินซื้อเครื่องบินส่วนตัวเพื่อที่จะประหยัดเวลาในการเดินทางซึ่งเขาต้องทำบ่อยมากเนื่องจากมีกิจการกระจัดกระจายอยู่ทั่ว จากมุมมองของหนังสือเรื่องนั้น บัฟเฟตต์ พอใจเพราะใช้เงินตรงกับเกณฑ์อย่างน้อย 2 ด้าน

อนึ่ง ย้อนไปเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2552 คอลัมน์นี้พิมพ์เรื่อง “ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุข” ซึ่งอ้างถึงการวิจัยและหนังสือหลายเล่มที่สรุปว่า คนเรามีความสุขเพิ่มขึ้นเมื่อรายได้เพิ่มขึ้น แต่หลังจากมีรายได้ที่เอื้อให้มีปัจจัยที่ร่างกายต้องการเบื้องต้นครบแล้วซึ่งคำนวณออกมาว่าเป็นผู้ที่มีรายได้อยู่ขั้นชนชั้นกลาง สิ่งที่ทำให้เกิดความสุขคือ (1) การมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้ที่อยู่รอบข้างและการมีเพื่อน (2) การมีความเคลื่อนไหวอยู่เป็นนิจซึ่งได้แก่การออกกำลังกายเป็นหลัก (3) การมีความช่างสังเกตรวมทั้งการสังเกตอารมณ์ตัวเอง (4) การเรียนรู้อยู่เป็นนิจ (5) การให้ (6) การรับประทานอาหารซึ่งจำเป็นต่อร่างกายและในปริมาณที่มีความสมดุล (7) การอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ และ (8) การทำงานที่ตรงกับความชอบ

ถ้าเรานำเอาหลักการใช้เงิน 5 ด้านของหนังสือเล่มนั้นมาประยุกต์ เราน่าจะเพิ่มความสุขได้โดยวิธีใช้เงินอย่างน้อย 6 ทาง อาทิเช่น การสร้างความสัมพันธ์ด้วยการพากันไปท่องเที่ยวในที่แปลกบ่อยๆ การซื้อเครื่องไม้เครื่องมือดีๆ ที่ช่วยในการออกกำลังกายซึ่งอาจเป็นสระว่ายน้ำ การใช้เงินเพื่อซื้อหนังสือหนังหามาอ่าน เข้าเรียนในชั้นเรียน หรือเดินทางไปทัศนศึกษาในสถานที่น่าสนใจห่างไกลซึ่งอาจไปกับครอบครัวและเพื่อนสนิท กิจกรรมเช่นนี้เพิ่มประสบการณ์ได้ดีอีกด้วย การให้คงเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว การซื้ออาหารที่ถูกสุขอนามัยจำพวกอาหารอินทรีย์ซึ่งมักมีราคาสูงกว่าอาหารทั่วไป การปลูกบ้านให้อยู่ใกล้ธรรมชาติ หรือในพื้นที่ซึ่งมีความกว้างพอสำหรับปลูกต้นไม้จนทำให้เกิดความร่มรื่นรอบบริเวณ

เมื่อรวมประเด็นจากหนังสือเล่มดังกล่าวเข้ากับสิ่งที่ทำให้เกิดความสุขตามแนวที่พูดถึง ผลที่ออกมาน่าจะชี้บ่งแนวนโยบายให้รัฐพิจารณาได้ในระดับหนึ่ง อาทิเช่น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา การสำรวจความเห็นของชาวกรุงเทพฯ พบว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการให้รัฐบาลทำมากที่สุดคือลดความติดขัดบนถนนหนทาง เรื่องนี้ตรงกับเรื่องเวลามีค่าสูงมาก ถ้าซื้อได้ ใครๆ ก็คงซื้อ ถ้าลดเวลาในการเดินทางลงได้ ประชาชนอาจใช้สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวและเพื่อนได้มากขึ้นอีกด้วย

นอกจากนั้น มันยังชี้บ่งอีกว่า การพัฒนาเศรษฐกิจควรเน้นการกระจายรายได้โดยมุ่งไปที่การยกระดับรายได้ของผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าชนชั้นกลางแทนการมุ่งไปที่การขยายตัวสูงสุดของเศรษฐกิจ เรื่องนี้เป็นโจทย์ที่หินมากเนื่องจากประวัติศาสตร์บ่งว่าในกระบวนการพัฒนา ผู้ที่มี หรือเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ได้ก่อนจะแบ่งรายได้ไปในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเสมอ

ในยุคนี้มีการพูดถึงกันมากเกี่ยวกับสิ่งที่รัฐบาลภูฏานพยายามทำ นั่นคือ นำหลักความสุขมวลรวมของชาติ (Gross National Happiness หรือ GDH) มาใช้แทนผลิตภัณฑ์มวลรวมของชาติ (Gross Domestic Product หรือ GDP) จากมุมมองของแนวคิด การใช้ GDH วัดระดับของการพัฒนาน่าจะเหนือกว่าการใช้ GDP แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าจะวัดอย่างไร จริงอยู่ GDP มีปัญหาดังเป็นที่รู้กันอยู่แล้ว แต่เรามีประสบการณ์ในการวัดและการใช้และรู้ว่าจุดอ่อนของมันอยู่ตรงไหน ต่างกับ GDH ซึ่งวัดยากมาก ในการวัดความสุข การทำวิจัยจึงถึงกับใช้เครื่องมือวัดคลื่นสมองของคนว่าเขามีความสุขจริงหรือไม่ เราจะใช้วิธีนี้วัด GDH ของคนนับสิบล้านคนคงไม่ได้แน่

ฉะนั้น เราอาจวัดการกระจายรายได้โดยการใช้ GDP เป็นฐาน เราอาจนำส่วนที่เป็นข้อบกพร่องของมันออกและวัดดูว่าผลของการพัฒนาไปตกอยู่ที่ใดบ้าง ถ้าเมื่อเวลาผ่านไป ผลไปตกอยู่กับผู้มีรายได้ต่ำในสัดส่วนที่สูงขึ้น นั่นหมายความว่าการพัฒนาก้าวหน้าไปตามเป้าหมาย อันที่จริงเรื่องนี้มีอยู่แล้วในหลักการลดลงของอรรถประโยชน์ของเงินที่เพิ่มขึ้น นั่นคือ เงินหนึ่งบาทที่ได้มาเพิ่มมีค่าสำหรับคนจนมากกว่าสำหรับคนรวย เพียงแต่เราไม่ได้นำมันมาประยุกต์ใช้เท่านั้น