เมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้ ตลาดสำคัญๆ ทั่วโลกพากันปั่นป่วน เพราะนักลงทุนกะเก็งกันว่าธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด
จะเริ่มชะลอการเข้าซื้อพันธบัตร เพราะความจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลกแห่งนี้ มีน้อยลง แต่ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจประจำไตรมาสแรกของปีนี้ ว่าขยายตัวเพียง 1.8% จากเดิมที่ระบุว่าเติบโต 2.4% สืบเนื่องจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเพียง 2.6% ตามรายได้ส่วนบุคคลที่ลดลง ส่วนการส่งออกและนำเข้าก็ล้วนหดตัว อันเป็นผลจากภาวะอ่อนแอทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วที่ดำเนินต่อเนื่องมาถึงปีนี้ หลังจากมีการขึ้นภาษีและลดการใช้จ่ายภาครัฐ
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าสภาพเศรษฐกิจของพญาอินทรีย์ยังเผชิญแรงถ่วง ทั้งจากการลดใช้จ่ายภาครัฐและประชาชน อันทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถดีดตัวฟื้นขึ้นมาได้มากนักจากช่วงไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว ที่ขยายตัวเพียง 0.4% สภาพการณ์ดังกล่าวหมายความว่ารายได้ภาคครัวเรือนยังไม่แข็งแกร่งพอเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่ประคองเศรษฐกิจอยู่น่าจะเป็นมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือคิวอี ในรูปการเข้าพันธบัตรเดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์ของเฟด
เมื่อตัวเลขการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังไม่แข็งแกร่ง และเศรษฐกิจยังกระเตื้องขึ้นไม่มากนัก อีกทั้งยังต้องอาศัยแรงหนุนจากเฟด จึงก่อให้เกิดคำถามว่าเฟดจะเดินหน้าตามที่ประธานประกาศไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่าจะเริ่มชะลอการเข้าซื้อพันธบัตรปลายปีนี้และยุติคิวอีภายในกลางปีหน้าหากเศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่อง ได้หรือไม่ โดยก่อนหน้านี้การกะเก็งกันว่าสภาพทางการเงินจะเริ่มตึงตัวหากเฟดชะลอคิวอีและเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้่ยนั้น ได้ดันให้หุ้นในหลายตลาดดิ่งลง แต่ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รายงานมาล่าสุดน่าจะสนับสนุนแนวโน้มที่เฟดจะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งการคาดหมายดังกล่าวทำให้นักลงทุนกลับเข้าตลาดอีกครั้งและดันหุ้นให้ปรับตัวขึ้น
ในฟากของเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกอย่างจีน ก็กำลังปล่อยให้เงินสดในระบบตึงตัวขึ้น เพื่อสกัดการนำเงินไปปล่อยกู้ต่อนอกระบบ จนสร้างความแตกตื่นแก่นักลงทุนว่าจะเกิดวิกฤติสภาพคล่อง และฉุดให้หุ้นร่วงไปช่วงไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ล่าสุดสถานการณ์บรรเทาลงแล้ว และทางการจีนยืนยันว่าความเสี่ยงด้านสภาพคล่องในตลาดการเงินเป็นสิ่งที่สามารถควบคุมได้ รวมถึงจะคอยดูแลอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินอย่างใกล้ชิด แต่การรับมือกับปัญหาดังกล่าว ทำให้มีโอกาสที่เศรษฐกิจจีนปีนี้อาจขยายตัวไม่สูงนัก กระนั้นในระยะยาวแล้วถือว่าแนวโน้มดีเพราะการเติบโตจะดำเนินไปอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่งหลังจากอุดช่องโหว่ทางการเงินนอกระบบได้
แนวโน้มของการที่เศรษฐกิจของ 2 ชาติยักษ์ใหญ่ในโลก อาจขยายตัวได้ไม่สูงอย่างที่หลายฝ่ายคาดไว้ก่อนหน้านี้ ถือเป็นโจทย์อีกข้อหนึ่งที่หลายประเทศในโลก รวมถึงไทย ต้องรับมือให้ดี เพราะแต่ละประเทศรวมถึงไทย ก็ต้องมีปัญหาภายในให้ต้องรับมืออยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจหรือการเมือง ดังนั้นหากรวมแรงกระเพื่อมจากภายนอกเข้าไปอีก ก็จะยิ่งเพิ่มปัจจัยผันผวนเข้ามาให้ต้องรับมือมากขึ้น โจทย์หลายด้านนี้ต้องอาศัยความรู้ความชำนาญและการประสานของหน่วยงานต่างๆ เพื่อจัดวางมาตรการรับมือผลกระทบและจัดวางยุทธศาสตร์ไปข้างหน้าอย่างเหมาะสม









