เพื่อนร่วมห้องทำงานชาวไต้หวันขอให้ฉันหาโบสถ์คริสต์ในกรุงเทพฯเพื่อจะจัดงานแต่งงานปลายปีนี้ เธอคบกับคนรักชาวศรีลังกามากว่า 8 ปีแล้ว
ตั้งแต่สมัยไปทำงานที่นั่น ลากกันไปอยู่สหรัฐฯมาด้วยกัน ระหว่างที่เธอเรียนปริญญาโท เมื่อเธอได้ทุนเรียนต่อระดับปริญญาเอก พ่อหนุ่มสิงหลยังตามมาอยู่ออสเตรเลียด้วยกัน เขาทำงานด้านคอมพิวเตอร์ ทำให้ไม่ลำบากมากนักในการโยกย้ายไปทำงานตามที่ต่างๆ แต่เมื่อถึงเวลาจะร่วมชีวิตกันอย่างเป็นทางการผ่านการยอมรับทางศาสนา และสักขีพยานจากคนในครอบครัวกลับกลายเป็นเรื่องยาก สาเหตุคือเธอกลับไปจัดงานแต่งงานที่ไต้หวันบ้านเกิดเธอไม่ได้ เพราะประเทศของเธอปฏิเสธให้วีซ่ากับคนศรีลังกา ส่วนจะไปจัดงานกันที่ศรีลังกา ก็ลำบากอีกเพราะครอบครัวของเธอไม่ยินยอมจะเดินทางไปที่นั่น เธอจึงเห็นว่ากรุงเทพฯ น่าจะเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเครือญาติของสองฝ่ายที่จะเดินทางมาพบกันครึ่งทางเพื่อร่วมพิธีทางศาสนา
ความลำบากของเธอทำให้ฉันฉุกคิดถึงเรื่องการเมืองระหว่างประเทศที่ดูเหมือนไม่เห็นจะเกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตประจำวันของเรามากมายแต่จริงๆ แล้วกลับเกี่ยวพันกัน และทำให้ชีวิตเพื่อนฉันและครอบครัวยุ่งยากอย่างไม่น่าจะเป็นเรื่องขึ้นมาเลย ประเด็นระหว่างไต้หวันกับศรีลังกานั้น มีที่มาที่ไปมาจากความสัมพันธ์ระหว่างศรีลังกากับจีน ดังที่เรารู้กันดีว่าไต้หวันในอดีตคือหมู่เกาะแห่งหนึ่งภายใต้อาณาจักรจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนยึดอำนาจได้ในปี พ.ศ. 2492 กลุ่มผู้นำเก่านำโดยนายพลเจียงไคเช็คได้รวบรวมพลเมืองจำนวนหนึ่งลี้ภัยไปยังเกาะไต้หวันและตั้งรัฐบาลจีนพลัดถิ่น ไม่ยอมรับชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์และไม่ยอมรับรัฐบาลจีน
รัฐบาลเจียงไคเช็คบนแผ่นดินไต้หวันในยุคแรกนั้นถือว่าเป็นรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายภายใต้การอุปถัมภ์ของสหรัฐฯที่เกลียดคอมมิวนิสต์เข้าไส้ และทำสงครามกับคอมมิวนิสต์ทั่วโลก สหรัฐฯไม่ยอมรับจีนแผ่นดินใหญ่หากแต่ยอมรับไต้หวันให้เข้าเป็นหนึ่งในสมาชิกองค์การสหประชาชาติ แต่การเมืองระหว่างประเทศมาเปลี่ยนแปลงเมื่อจีนคอมมิวนิสต์เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ สหรัฐฯปรับท่าทีกับจีนและหันมายอมรับจีนแผ่นดินใหญ่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติในปี พ.ศ. 2514 ส่วนไต้หวันถูกขับออกไป เมื่อประธานาธิบดีนิกสัน (Richard Nixon ประธานาธิบดีสหรัฐฯระหว่างปี พ.ศ. 2512-2517) ไปเยือนจีน ปี พ.ศ. 2515 นำไปสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี พ.ศ. 2522 และการยอมรับจีนแผ่นดินใหญ่แทนที่ไต้หวันโดยสมบูรณ์ แถมสหรัฐฯยังแถลงว่า สหรัฐอเมริกายอมรับว่า รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมาย และสนับสนุนจุดยืนเรื่องจีนเดียว ส่วนไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ทั้งหมดนี้เป็นที่มาที่ไปว่าทำไมไต้หวันถึงยังต้องพยายามจะสร้างความยอมรับในประชาคมโลกว่าฉันเป็นประเทศ ไม่ได้เป็นมณฑลจีน
เมื่อฮ่องกงกลับมารวมกับจีนแผ่นดินใหญ่ ภายใต้นโยบาย "ประเทศเดียวสองระบบ" ความกลัวคอมมิวนิสต์ของไต้หวันก็ค่อยๆ ลดลง ในขณะที่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับไต้หวันจะก้าวหน้าไปมากแล้วเพราะจีนเปิดประเทศและนักลงทุนจากไต้หวันหลั่งไหลไปลงทุนในจีนจำนวนมาก แต่ไต้หวันก็ยังอยากจะแยกเป็นเอกราชจากจีนและแสวงหาความยอมรับจากนานาประเทศทั่วโลกอยู่ดี ถ้าลองอ่านข้อมูลบทบาทของไต้หวันในประชาคมโลกจะพบว่าไต้หวันในองค์การการค้าโลก (WTO) ได้รับการยอมรับในฐานะเขตเศรษฐกิจพิเศษเท่านั้นเอง ส่วนด้านความสัมพันธ์ทางการทูตและการตั้งสถานทูตไต้หวันนั้นมีกระจัดกระจายอยู่ตามประเทศกำลังพัฒนาแถบอเมริกาใต้และแอฟริกาที่ไต้หวันคอยให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจเท่านั้นเอง
เล่าไปเสียยาว แล้วมันเกี่ยวอะไรกับกรณีชีวิตรักของเพื่อนฉันกับหนุ่มสิงหลด้วยเล่า มันเกี่ยวเพราะไต้หวันมองว่าศรีลังกามีความสัมพันธ์อันดีกับจีนแผ่นดินใหญ่ทำให้ปฏิเสธไม่ให้วีซ่ากับคนศรีลังกาที่จะไปไต้หวัน ตัวพ่อหนุ่มสิงหลนั้น ปัจจุบันถือวีซ่าออสเตรเลียจึงไม่มีปัญหาอะไร แต่การเมืองระหว่างประเทศทำให้ครอบครัวของเขา (ซึ่งไม่ได้ถือหนังสือเดินทางออสเตรเลีย) เดินทางไปไต้หวันไม่ได้จนต้องย้ายสถานที่มายังกรุงเทพฯเมืองฟ้าอมรของเรา
เรื่องชีวิตรักดราม่าของเพื่อนของฉันยังไม่จบ มีอีกตัวอย่างที่อคติและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นตัวก่อปัญหา เมื่อหนุ่มไต้หวันเพื่อนอีกคนของฉันไปรักกับสาวจีนแผ่นดินใหญ่จากเมืองเซี่ยงไฮ้ แต่ครอบครัวของฝ่ายชายปฏิเสธที่จะพบหน้าฝ่ายหญิง แถมยังไม่ยอมรับ และพี่ๆ น้องๆ ของเขาต่างพูดจาเป็นเสียงเดียวกันว่าอีกไม่นานก็ต้องเลิกกัน น่าสงสารทั้งหนุ่มไต้หวันและสาวจีนที่ต้องมาแบกรับความกดดันจากคนรอบข้างเช่นนี้ เพื่อนสาวไต้หวันที่กำลังจะแต่งงานกับหนุ่มศรีลังกาจึงอธิบายให้ฉันฟังว่า คนที่ไต้หวันมีสองกลุ่มคือคนท้องถิ่นดั้งเดิมที่อยู่บนไต้หวันตั้งแต่แรก และกลุ่มคนที่อพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ซึ่งรวมถึงครอบครัวของเธอด้วย คนท้องถิ่นดั้งเดิมนั้นมักจะมองคนจีนแผ่นดินใหญ่ว่าเป็นคนละพวกกับตัวเอง ส่วนคนที่ไปอยู่ไต้หวันทีหลังในฐานะผู้อพยพอย่างครอบครัวของเธอนั้นไม่ได้รู้สึกว่าตนเองแตกต่างกับคนจีนแผ่นดินใหญ่เลย เพียงแต่อุดมการณ์ทางการเมืองทำให้สองแผ่นดินต้องแยกจากกันเท่านั้น
จากตัวอย่างที่เล่ามา ทำให้ฉันต้องฉุกคิด ถึงความรักในยุคโลกาภิวัตน์จะข้ามพรมแดน แต่การจะอยู่ร่วมกันระหว่างคนสองคนที่มาจากต่างถิ่นฐานบ้านเกิดก็ยังอยู่ภายใต้พรมแดนทางการเมืองและพันธนาการจากรัฐอยู่ดี ความรักของแต่ละคู่ที่ยกตัวอย่างมาไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ฉันก็ยังคิดบวกว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าคนสองคนจะยึดมั่นต่อกัน









