วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หากความรุนแรงไม่ลด การเจรจาก็คืบไม่ได้

ผลการเจรจารอบที่ 3 ที่กัวลาลัมเปอร์ ระหว่างคณะจากรัฐบาลไทย กับตัวแทนบีอาร์เอ็น เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ไม่มีอะไรชัดเจนพอที่จะเห็นความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม

แม้เงื่อนไขสำคัญของฝ่ายรัฐบาลให้ “หยุดก่อเหตุรุนแรง” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 3 จังหวัด ในช่วงรอมฎอน ในเดือนกรกฎาคม ก็ได้เพียงว่าคู่เจรจา “รับข้อเสนอ” ไปพิจารณาเท่านั้น เพราะไม่อาจจะบอกได้ว่าสามารถสั่งการไปยังหน่วยปฏิบัติการได้หรือไม่

ฝ่ายรัฐบาลก็รับปากว่า จะลดการปิดล้อมตรวจค้น “แต่ก็ไม่ประมาท” เพราะกองทัพเตรียมพร้อมอยู่เสมอ

ทั้งสองฝ่ายบอกว่า จะนำข้อเสนอกลับไปพิจารณากับผู้เกี่ยวข้อง และจะส่งรายละเอียดผ่านมาเลเซียในฐานะ “ผู้อำนวยความสะดวก”

ซึ่งก็ค่อนข้างจะแปลก เพราะความจริงหากทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนเงื่อนไข ฝ่ายหนึ่งหยุดก่อเหตุร้าย อีกฝ่ายหนึ่งจะลดการปิดล้อมตรวจค้น, ก็น่าจะมีหน่วยประสานงานระหว่างกันบนภาคพื้นดิน เพราะนั่นคือจุดที่ต้องพิสูจน์ความจริงใจของทั้งสองฝ่าย

มาเลเซีย ในฐานะเป็น facilitator ไม่อาจจะเป็น “คนกลาง” ที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายทำตามเงื่อนไขของกันและกันได้เพราะคนของมาเลเซีย ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่เป็นจุดอ่อนไหวที่ต่างฝ่ายต่างต้องทำให้ประจักษ์ว่าจะทำตามข้อเสนอของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างจริงจัง

หากต้องส่งรายละเอียดผ่านไปที่มาเลเซีย, ก็เท่ากับยกระดับให้ขึ้นมาเป็น “ผู้ไกล่เกลี่ย” หรือ mediator ตามที่ตัวแทนบีอาร์เอ็น เสนอมาเป็นหนึ่งในห้าข้อ ซึ่งฝ่ายรัฐบาลที่นำโดย เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พลโทภราดร พัฒนาถาบุตร เป็นหัวหน้าทีมยังไม่ได้หารือกับผู้เกี่ยวข้องเช่นกองทัพตลอดไปถึงคณะรัฐมนตรีด้วยซ้ำไป

ความจริงถ้าจะบอกว่าไม่มีอะไรคืบหน้าจากการเจรจารอบใหม่นี้เลยก็เห็นจะไม่ได้ อย่างน้อยก็มีการกำหนดเงื่อนไขต่อกันหนึ่งเรื่องนั่นคือการยุติความรุนแรงในช่วงถือศีลอดในเดือนหน้าซึ่งก็จะเป็นการวัดความจริงใจ และความสามารถควบคุมสถานการณ์ของทั้งสองฝ่าย

แน่นอน หากความรุนแรงไม่ได้ลดน้อยถอยลงจากนี้ไป การเจรจารอบต่อไปก็คงจะยากเย็นยิ่งขึ้น และพิจารณาข้อเสนอ 5 ข้อของตัวแทนบีอาร์เอ็น ที่คณะกรรมการรัฐบาล บอกว่า “รับมาพิจารณา” นั้นก็เกือบจะไม่ต้องพูดถึงกัน

เพราะนอกจากจะมีแรงต่อต้านจากภายในกองทัพและหน่วยราชการบางส่วนแล้ว เลขาธิการ สมช. ก็คงจะน้าวโน้มให้คนไทยส่วนใหญ่เห็นพ้องที่จะพูดจากันต่อไปได้ยากยิ่ง

คุณภราดร บอกว่า ข้อเสนอ 5 ข้อที่ว่านี้จะเข้าที่ประชุมของศูนย์ปฏิบัติการคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปก. กปต.)

โดยบอกว่าทางบีอาร์เอ็น จะเขียนรายละเอียดความต้องการให้ชัดเจน และส่งมาภายใน 2 สัปดาห์ ยืนยันว่าฝ่ายรัฐบาลไม่ได้ตอบรับข้อเสนอทั้งหมด เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจดีพอ

เลขาฯ สมช. บอกว่า “ต้องเดินหน้าพูดคุยต่อไป เชื่อว่าบีอาร์เอ็นจะสามารถสื่อสารไปยังแนวร่วมได้รับไปดำเนินการ ส่วน สมช. จะประสานกับตำรวจ อัยการสูงสุด และกระทรวงยุติธรรม หากพบว่าใครไม่ได้ทำผิด ก็จะไม่สั่งฟ้อง...”

หัวหน้าตัวแทนบีอาร์เอ็น ฮัสซัน ตอยิบ ให้สัมภาษณ์นักข่าวเช่นกันว่าการจะบรรลุเป้าหมายแห่งสันติภาพต้องใช้เวลา แต่การพูดคุยกันจะต้องดำเนินต่อไป เพราะคุยกันดีกว่าสู้รบกัน

หากมองในแง่บวก ก็อาจจะตีความได้ว่าประชุมกันมาสามรอบ ก็สร้างความเชื่อมั่นกันและกันได้ระดับหนึ่ง แต่ความเชื่อมั่นจะเกิดได้จริงก็ต่อเมื่อสิ่งที่เกิดในภาคสนามนั้นสะท้อนถึง “ความเชื่อถือและไว้วางใจ” ที่เป็นหัวใจของการประเมินว่าการประชุมรอบที่ 4 จะมีประโยชน์อะไรหรือไม่

เพราะผมไม่เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่จะยอมรับยุทธวิธี “ Talk, talk, fight, fight” หรือ “คุยไป, รบกันไป” อย่างที่เราเห็นอยู่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
ตราบเท่าที่เสียงปืนและเสียงระเบิดที่สามจังหวัดชายแดนยังกลบเสียงการพูดคุยที่กัวลาลัมเปอร์

การ “พูดคุย” ก็ขยับไปเป็น “การเจรจา” และ “ร่างข้อตกลง” ไม่ได้