วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คนไทยจ่ายคนละ 2,000 บาท/ปี เซ่นนโยบายรับจำนำข้าว

มีนักการเมืองคนหนึ่งเคยพูดว่า“ทำไมคนชอบไปตั้งป้อมค้านนโยบายประชานิยมกันนักถามจริงๆเถอะมีใครไปจี้ไปปล้น ไปล้วงเงินออกจากกระเป๋าพวกคุณรึปล่าว"

มีนักการเมืองคนหนึ่งเคยพูดว่า “ทำไมคนชอบไปตั้งป้อมค้านนโยบายประชานิยมกันนัก ถามจริงๆ เถอะ มีใครไปจี้ไปปล้น ไปล้วงเงินออกจากกระเป๋าพวกคุณรึปล่าว” วันนี้ เราลองมาวิเคราะห์กันดูว่า ในความเป็นจริงมันกระทบเราในฐานะประชาชนผู้เสียภาษีอย่างไรบ้าง

นายวิโรจน์ ณ ระนอง นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เพิ่งออกมาประเมินว่า โครงการรับจำนำข้าวในปีที่ผ่านมา น่าจะขาดทุน 130,000 ล้านบาท (ต่อปี) โดยเม็ดเงินจำนวน 100,000 ล้านบาทเป็นการขาดทุนจากการที่รับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาที่สูงกว่าตลาด ผลประโยชน์ส่วนนี้จึงตกไปอยู่ในมือของชาวนา ส่วนที่เหลืออีก 30,000 กว่าล้านบาท เป็นการขาดทุนจากการดำเนินงาน

นั่นคงเป็นการวิเคราะห์ที่มองโลกในแง่ดี แต่ในความเป็นจริง โครงการนี้มีช่องโหว่มากมาย เริ่มตั้งแต่การรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ทำให้นายทุน นักการเมืองที่มีที่นาเป็นพัน เป็นหมื่นไร่ ได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ นอกจากนี้ยังมีขบวนการนำข้าวเปลือกจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาสวมสิทธิ์ร่วมจำนำ มีการจับได้ และถูกเปิดโปงโดยโทรทัศน์หลายช่องว่าทำกันเป็นล่ำเป็นสัน เม็ดเงินส่วนนี้จึงรั่วไหลไปให้กับนายทุนท้องถิ่น และพ่อค้าคนกลาง นี่ยังไม่นับรวมการเสื่อมสภาพของข้าวในโกดัง ทั้งที่เกิดขึ้นจริงและเกิดจากการสับเปลี่ยน เอาข้าวดีออกไปแล้วนำข้าวเสียมาสวมแทน โดยมีโรงสีขี้โกงร่วมขบวนการด้วย

มันจึงผิดเจตนารมณ์ของโครงการที่อยากจะช่วยชาวนาส่วนใหญ่ที่ยังมีฐานะยังไม่มั่นคง โดยคาดว่าเม็ดเงินที่ตกถึงชาวนาที่แท้จริงนี้ อาจจะไม่ถึง 50% ของงบประมาณที่ใช้ไปนั่นหมายความว่า มีการรั่วไหลคิดเป็นเงินถึง 50,000 ล้านบาทไปยังมือของนายทุนเจ้าที่ดิน พ่อค้าคนกลางและโรงสีที่ทุจริต

ถามว่าความสูญเสียนี้ ใครเป็นคนแบกรับ แน่นอน รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณเข้ามาจุนเจือ แล้วงบประมาณนี้มาจากไหนละ ถ้าไม่ใช่จากการเก็บภาษีอากร

วงเงินที่ขาดทุนต่อปีที่สูงถึง 130,000 ล้านบาท หากนำมาหารด้วยจำนวนประชากรไทย 65 ล้านคน จะตกคนละ 2,000 บาทต่อปี แต่ถ้าคิดละเอียดลงไป ต้องนำประชากรในวัยแรงงานอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปถึงอายุ 59 ปี ที่มีอยู่ 43 ล้านคนมาคิด เพราะเขาคือผู้มีเงินได้และเสียภาษีโดยตรง ซึ่งจะคำนวณออกมาได้ที่ 3,023 บาท/คน/ปี

นั่นเป็นภาษีโดยเฉลี่ยที่พวกเราคนทำงานต้องช่วยจุนเจือต่อปีตราบเท่าที่ยังมีโครงการนี้ในโครงสร้างแบบนี้ และนี่เป็นเพียงหนึ่งในนโยบายประชานิยมนับสิบของพรรคการเมืองที่แข่งขันกันแจกเงินเพื่อเรียกคะแนนเสียง

ถามว่าเงินตรงนี้ มีใครไปจี้ไปปล้น ไปล้วงกระเป๋าของเราออกมามั้ย คำตอบคือไม่ล้วงก็เหมือนล้วง เพราะงบประมาณเป็นของคนไทยทุกคนหากรัฐบาลบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่รั่วไหล อย่างน้อยเงินอีกครึ่งที่ควรประหยัดได้คือ 50,000 ล้านบาท สามารถนำไปพัฒนาประเทศช่วยเกษตรกร ประชาชนในท้องถิ่นได้อีกมาก เช่น นำไปเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์ นำไปพัฒนาระบบชลประทาน ไปพัฒนาความเป็นอยู่ของคนในชนบทให้ดีขึ้น ทำให้น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี และแต่ละคนมีงานทำ นั่นคือมองในแง่สิ่งที่ควรได้รับหากทำโครงการให้มีประสิทธิภาพ

แต่ถ้ามองในแง่ที่ต้องจ่ายเมื่อทำโครงการแล้วรั่วไหล เรามักได้ยินอย่างเนืองๆ ว่ารัฐบาลปิดงบประมาณไม่ลง ทำให้กรมสรรพากรต้องรับเป้าที่สูงขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ สรรพากรพื้นที่ถูกบังคับให้ต้องลงไปเร่งรัด เก็บภาษีให้ได้มากขึ้น เริ่มตั้งแต่การประเมินภาษีร้านค้าให้สูงขึ้น เข้มงวดการหักค่าใช้จ่ายมากขึ้น

สำหรับคนกินเงินเดือนก็ใช่จะรอดพ้น ถึงจะเสียภาษีแบบหัก ณ ที่จ่ายแล้ว ก็อาจจะถูกเพ่งเล็งเรื่องการขอลดหย่อนภาษีได้ และมีข่าวในเชิงลึกว่า การที่กรมสรรพากรไม่สามารถปรับค่าลดหย่อนให้สูงขึ้น หรือยอมให้มีการหักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้บุคคลธรรมดาประเภทต่างๆ ให้สูงขึ้นให้สอดคล้องกับความเป็นจริงได้นั้น เพราะกรมสรรพากรขยับตัวไม่ได้เลยลำพังการใช้โครงสร้างภาษีเดิมยังปิดหีบไม่ค่อยจะลงอยู่แล้ว หากยอมให้มีการปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ยิ่งจะไม่บรรลุเป้าหมายการจัดเก็บยิ่งขึ้น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนกินเงินเดือน หรือบุคคลธรรมดาต้องรับผลกระทบโดยไม่รู้ตัว

แล้วทางออกจะเป็นอย่างไร เราจะไม่ช่วยชาวนา คนที่ปลูกข้าวหล่อเลี้ยงคนทั้งประเทศเลยหรือ

แน่นอนว่า รัฐต้องมีนโยบายที่เข้าไปช่วยเหลือชาวนา แต่การช่วยเหลือนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานการจัดการที่ดี โปร่งใส ไม่รั่วไหล ไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่แน่นอน ไม่ใช่เหวี่ยงแห หว่านไปทั่วแบบทุกวันนี้ ผมจึงขอเสนอทางออกสำหรับการช่วยเหลือชาวนา ดังนี้

1. จำกัดวงเงินการรับจำนำ พร้อมทำทะเบียนควบคุมให้รัดกุม ความตั้งใจเดิมของรัฐบาลที่จะรับซื้อทั้งหมดเพื่อลดอุปทานข้าว และดึงราคาให้สูงขึ้นนั้น ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าล้มเหลว กลับกลายเป็นจุดอ่อนให้ผู้ซื้อต่างชาติจับทางได้ว่าช่วงแรกเราคงไม่ยอมขายขาดทุนแต่พอถึงจุดหนึ่งเมื่อเราระบายข้าวไม่ได้ ก็ต้องลดราคาลงสู้ เพราะมีปัญหาเรื่องสถานที่จัดเก็บ และปัญหาสต็อกข้าวเสื่อมคุณภาพกดดันให้รีบขาย

2. ขายข้าวออกโดยวิธีการประมูล เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ลบข้อครหาที่ว่ามีการทุจริต งุบงิบทำกันในหมู่พวกพ้อง เอื้อประโยชน์ให้กันและกัน โปรดสังเกตว่า เมื่อเริ่มมีข่าวว่าสังคมให้ความสนใจและเข้ามาตรวจสอบโครงการนี้มากขึ้น ได้ช่วยดึงราคาตลาดโลกให้สูงขึ้น เพราะลูกค้าคาดการณ์ได้ว่ารัฐบาลต้องจัดการให้มีการระบายข้าวที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง

3. ลดราคาในการรับจำนำ ความจริงน่าจะเรียกว่าการรับประกันราคา โดยแทนที่ปัจจุบันรับซื้อที่ราคาตันละ 15,000 บาท ขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่ 10,000 บาท ซึ่งต่างกันมาก เวลาขาย เราก็ต้องตั้งราคา 15,000 บาทขึ้นไป ทำให้ลูกค้าต่างชาติคิดว่าข้าวคุณภาพดีก็จริง แต่ราคาที่ต่างกันถึง 50% เขายอมไปใช้ข้าวคุณภาพรองลงมา แต่ราคาถูกกว่ามากจะคุ้มค่ากว่า ราคาเหมาะสมที่รัฐควรใช้ในการรับจำนำ จึงน่าจะอยู่ที่ ราคาตลาดบวกเพิ่มอีก 10-15% ซึ่งสามารถดึงดูดความสนใจของผู้ซื้อที่ต้องการข้าวคุณภาพได้ ด้วยวิธีการนี้จะช่วยดึงอุปสงค์และดึงราคาของข้าวที่มีคุณภาพขึ้นมาได้ ทั้งยังลดแรงจูงใจของเหลือบไรที่จะเข้ามาทุจริตตามช่องทางต่างๆ ให้ลดลงอีกด้วย

4. เพิ่มจุดรับซื้อให้ทั่วถึง ทำให้ชาวนาเข้าถึงโครงการได้ง่ายขึ้น ที่ผ่านมามักมีเสียงร้องเรียนจากชาวนาว่า หาโรงสีที่เข้าร่วมโครงการในท้องถิ่นไม่ได้ สุดท้ายต้องขายให้โรงสีใกล้บ้านและขายไม่ได้ราคา

5. เร่งรัดการเบิกจ่ายให้เร็วขึ้น ชาวนาเปรียบดั่งเจ้าของธุรกิจ ต้องมีการลงทุน ต้องหมุนเงิน ที่ผ่านมามีเสียงร้องเรียนว่า กว่าจะได้เงินต้องรอ 2-3 เดือนหลังการจำนำ ทำให้พวกเขาต้องกู้เงินนอกระบบมาใช้ ถูกดึงเข้าสู่วงจรแห่งความยากจน เมื่อรัฐจะช่วยแล้ว อย่าทำแบบขยักขย่อน ทางที่ดี พวกเขาควรได้รับเงินไม่เกิน 1 สัปดาห์หลังการจำนำ

6. ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบภายใน โดยดึงนักวิชาการจากสถาบันต่างๆ มาช่วยกันตรวจสอบการดำเนินการ ตั้งแต่ขั้นตอนการรับจำนำ การจับเก็บ การนำไปสีและ การจำหน่าย โดยทำให้ทุกขั้นตอนโปร่งใส ตรวจสอบได้ เหมือนบริษัทมหาชนที่ต้องมีคณะกรรมการตรวจสอบ ถ้ารัฐโดยกระทรวงพาณิชย์มั่นใจว่าตนทำทุกขั้นตอนถูกต้อง ก็ควรใจกว้างเปิดทางให้กรรมการที่เป็นกลางเข้าไปตรวจสอบ เพื่อลบข้อครหาที่กำลังอื้ออึงอยู่ในเวลานี้

7. พัฒนาความสามารถในการแข่งขันของชาวนา โดยจัดให้มีทีมวิทยากรออกไปให้ความรู้ชาวนาในระดับตำบล และหมู่บ้าน ถึงวิธีการหาตลาดว่าโรงสีในย่านใกล้เคียงมีที่ไหนบ้างและที่ไหนให้ราคาดี แหล่งทุนสำรองที่ขอกู้ได้มีที่ไหนที่คิดดอกเบี้ยต่ำ มีขั้นตอนอย่างไร อาชีพสำรองช่วงว่างเว้นจากการทำนามีอะไรบ้าง เราต้องยอมรับว่า ในความเป็นจริง ชาวนาไทยเป็นคนขยัน และพยายามดิ้นรน แต่เขาไม่มีทางออก พอมีข่าวว่าอาชีพใดกำลังดี ก็เฮโลเข้าไปทำ เลี้ยงหมูบ้าง เลี้ยงไก่บ้าง เมื่อคนไปทำกันเยอะ ราคาสินค้าก็ตกต่ำ ชาวนาจึงขาดทุนป่นปี้ทั้งปีทั้งชาติ กลายเป็นวัฏจักร ความยากจนไม่สิ้นสุด นี่คงต้องเป็นโครงการระยะยาวถ้าคิดจะช่วยชาวนาจริงๆ ไม่เช่นนั้นพวกเขาทำได้เท่าไร ก็ถูกพ่อค้าคนกลาง นายทุนเงินกู้ รีดเค้นไปจนหมด

จริงอยู่ นโยบายประชานิยมดูเหมือนจะมีเจตนาที่จะช่วยคนจน แต่ถ้าทำกันลวกๆ ทำกันแบบทุ่มสุดตัวเพื่อให้ถูกใจคนลงคะแนนเสียงไว้ก่อน โดยไม่สนใจในประสิทธิภาพ สุดท้ายก็ไม่พ้นคนไทยที่ต้องมาแบกรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ประชานิยม อาจไม่ได้มาล้วง มาควักเงินจากกระเป๋าของเราโดยตรงก็จริง แต่งบประมาณที่ใช้ ท้ายที่สุดก็ต้องมาจากพวกเรา

ถ้าเราทุกคนเอาแต่พูดว่า “ธุระ ไม่ใช่” ต่อไปประเทศไทยคงจะเป็นเหมือนประเทศในแถบละตินอเมริกา ที่คนส่วนใหญ่ยากจนลง ขณะที่เศรษฐีส่วนน้อยยิ่งร่ำรวยขึ้น เหมือนที่ใครบางคนบอกว่า “รวยกระจุก จนกระจาย” นั่นแหละ