วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘ฉันจะเป็นประธานาธิบดี...’

ออง ซาน ซูจี จะเจริญรอยตามนักต่อสู้คัดค้านเผด็จการ ที่ได้ขึ้นบริหารประเทศ ตามเสียงเรียกร้องของประชาชน อย่าง Nelson Mandela

แห่งแอฟริกาใต้, Lech Walesa ของ โปแลนด์ หรือ Vaclav Havel ของเชโกสวาเกียได้หรือไม่?

แต่เส้นทางการเมืองเธอไม่ได้โรยด้วยดอกกุหลาบแน่ เพราะไม่กี่วันหลังจากที่เธอประกาศว่าจะสมัครตำแหน่งประธานาธิบดี ประธานสภาอดีตนายพลฉ่วย มาน (Shwe Mann) ก็ไปให้สัมภาษณ์วิทยุเอเชียเสรีที่วอชิงตัน ว่า

“ผมก็จะสมัครตำแหน่งประธานาธิบดี” เพราะเขาต้องการจะ “รับใช้ชาติ” เช่นกัน

ฉ่วย มาน เป็นอดีตนายทหารที่ความจริงมีอาวุโสมากกว่า เต็ง เส่ง ด้วยซ้ำไป เขาได้ชื่อว่าเป็น “นายทหารนักปฏิรูป” คนหนึ่ง ที่มีอนาคตไกล และเมื่อตกลงกันว่า เต็ง เส่ง จะได้เป็นประธานาธิบดีภายใต้การปฏิรูป ฉ่วย มาน ก็ยอมเล่นบทประธานสภา เพื่อรอจังหวะของตนเอง

การแข่งขันเพื่อตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง อีกสองปีข้างหน้า จึงน่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง

เมื่อ ออง ซาน ซูจี ประกาศว่า “ฉันจะเป็นประธานาธิบดี” ในการเลือกตั้งปี 2015 หรืออีกสองปีเศษๆ จากนี้ไป คำถามก็คือว่าหากผู้คนส่วนใหญ่ต้องการให้เธอเป็นผู้นำ ทหารจะยอมแก้กฎกติกาเพื่อปูทางสู่ความเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่งหรือไม่

เธอ เคยประกาศว่ารัฐธรรมนูญของพม่าฉบับที่ใช้อยู่ปัจจุบันเป็นฉบับที่ “แก้ไขยากที่สุดในโลก” เพราะเขียนระบุเอาไว้ว่าจะแก้ไขได้ต้องได้เสียง 75% ของสมาชิกรัฐสภา แต่เป็นที่รู้กันว่ากองทัพพม่ามีโควตาตายตัวอยู่ร้อยละ 25%

ดังนั้น การจะแก้ไขรายละเอียดข้อใดในรัฐธรรมนูญ ก็จะต้องได้รับความเห็นชอบจากทหารเสียก่อน หาไม่แล้ว ก็ไม่มีทางที่จะแก้ไขอะไรได้ทั้งสิ้น

อุปสรรคขวางกั้นสำคัญที่สุดสำหรับ ออง ซาน ซูจี ที่จะก้าวไปสู่ตำแหน่งทางการเมืองสูงสุด คือ มาตรา 59F ที่เขียนไว้ชัดเจนว่าใครก็ตามที่มีสามีหรือภรรยาหรือลูกหลานที่เป็นต่างชาติ จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีไม่ได้

เป็นการเขียนสกัดกั้น ออง ซาน ซูจี ไว้ตั้งแต่สมัยที่ทหารมีอำนาจ และเป็นคนร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้กันอยู่ในทุกวันนี้

แน่นอนว่า เส้นทางสู่ดวงดาวสำหรับเธอ ยังมีขวากหนามอีกมาก เพราะนอกจากประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญแล้ว เธอก็ยังจะต้องคลายข้อสงสัยคลางแคลงของคนที่เห็นว่าเธอไม่ได้แสดงจุดยืนแข็งขันเพียงพอในเรื่องที่รัฐบาลของประธานาธิบดี เต็ง เส่ง ปราบปรามชาว โรฮิงญา อย่างหนักหน่วงไร้ความปรานี

ท้ายที่สุดแล้ว เธอก็ออกมาต่อต้านนโยบายของรัฐบาล ที่บังคับให้ชาว โรฮิงญา มีลูกได้ไม่เกินสองคน

เธอถูกกลุ่มนักเคลื่อนไหวสังคมอีกบางกลุ่มตำหนิว่า ยังไม่ได้แสดงความเห็นจะแจ้งต่อต้านความรุนแรงที่ชาวพุทธบางกลุ่มกระทำต่อชาวมุสลิมในหลายๆ เมือง ที่ยังเป็นกรณีอยู่ถึงทุกวันนี้

และหนีไม่พ้นว่าจะต้องมีคนวิพากษ์ว่าเธอใกล้ชิดสนิทสนมกับประธานาธิบดี เต็ง เส่ง มากเกินไป และไม่ได้เล่นบทของ “ผู้นำฝ่ายค้าน” แข็งขันเพียงพอ

ผมจึงไม่แปลกใจที่ได้ยิน ออง ซาน ซูจี วิจารณ์ให้ลูกพรรค NLD ฟังว่า ตลอดเวลาสามปีที่รัฐบาล เต็ง เส่ง ประกาศปฏิรูปประเทศ ยังไม่เห็นผลงานที่จับต้องได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะสำหรับคนพม่าชาวรากหญ้าที่รอคอยว่าประชาธิปไตยนั้น “กินได้” หรือไม่?

อีกหนึ่งปัจจัย คือ สังขารที่หนีไม่พ้นว่าจะต้องเป็นประเด็น เพราะว่าปีนี้ ออง ซาน ซูจี อายุ 67 และหากเธอสมัครแข่งขันตำแหน่งประธานาธิบดีในอีกสองปีข้างหน้า เธอก็จะใกล้วัย 70 เต็มที แม้ว่าภาพที่ผมเห็นทางโทรทัศน์เมื่อวันก่อนเมื่อเธอประกาศว่า “I want to be president. I am frank about it” ที่เมืองหลวงเนย์ปิดอว์ นั้น เธอมีสีหน้าสดใสและมีลีลาของคนที่ร่างกายยังฟิตอยู่พอสมควร

เต็ง เส่ง ปีนี้อายุ 68 ขณะที่ ฉ่วย มาน อายุ 65 จึงอยู่ในวัยใกล้ๆ กัน...เป็นคนรุ่นที่จะต้องเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ขึ้นมาบริหารประเทศอย่างเป็นกิจจะลักษณะมากขึ้น

แต่หลายคน ก็เปรียบเทียบ ออง ซาน ซูจี กับ เนลสัน แมนเดลา ที่ถูกจับขังคุก 27 ปี และเมื่อได้รับอิสรภาพ ก็กลายเป็นประธานาธิบดีของประเทศแอฟริกาใต้ และสามารถทำหน้าที่ได้อย่างดีอีกด้วย

แน่นอนว่า หากถามคนพม่าวันนี้ว่าจะเลือกใครเป็นผู้นำประเทศคนต่อไป ผมก็มองไม่เห็นใครคนอื่นนอกจาก ออง ซาน ซูจี และก็น่าเชื่อว่าแม้กระทั่งนายทหารระดับสูงของพม่าทั้งหมด ก็จะต้องเห็นพ้องกับความเชื่อเช่นนี้

ที่จะต้องตกลงกันก่อนถึงการเลือกตั้งใหญ่คราวหน้า ก็คือ บทบาทของกองทัพและกติกาแห่งประชาธิปไตย ที่ทุกฝ่ายของสังคมจะต้องมีส่วนร่วมในการผลักดันให้ประเทศก้าวไปสู่ระบบการเมืองที่เปิดกว้างและมีเสถียรภาพอย่างที่คนทั้งโลกตั้งความหวังเอาไว้

และหากมีการเสนอแก้รัฐธรรมนูญเพื่อปูทางให้ ออง ซาน ซูจี มีสิทธิสมัครตำแหน่งประธานาธิบดีได้ เต็ง เส่ง ในฐานะเป็นแกนนำพรรค USDP ของรัฐบาล และ ฉ่วย มานในตำแหน่งประธานสภาที่ต้องพิจารณาเรื่องนี้ จะหนุนช่วยหรือสกัดเส้นทางสู่ดวงดาวของเธอ?

วันนี้ยังไม่มีคำตอบ และในแวดวงการเมืองแล้ว...พรุ่งนี้อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้