รัฐบาลประกาศว่า จะเริ่ม ประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อ บูรณาการยุทธศาสตร์ประชาสัมพันธ์ นโยบายของรัฐบาลในองค์รวมอย่างเป็นระบบ
โดยเน้นไปที่การนำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องใหญ่ๆ เช่น โครงการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท หรือ โครงการบริหารจัดการน้ำ (3.5 แสนล้านบาท) หรือ โครงการรับจำนำข้าว (ขาดทุน 2.6 แสนล้านบาท) เป็นต้น
ความจริงยังมีประเด็นที่คนทั่วไปยังสับสน เพราะว่า “ประชาสัมพันธ์” ของทางการไม่เป็นระบบอีกหลายเรื่อง เช่น กรณีปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมไปถึงการ “พูดคุยสันติภาพ” ระหว่างคณะจากรัฐบาลกลางกับตัวแทนบีอาร์เอ็น หรือแม้แต่นโยบายประชานิยมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลพวงของนโยบายรถคันแรกหรือความสัมพันธ์ระหว่างกระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย
ยังไม่มีการยืนยันหรือปฏิเสธว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร “ปรี๊ดแตก” ในการประชุมคณะรัฐมนตรีบางส่วน ที่บ้านพิษณุโลกเมื่อสัปดาห์ก่อน จริงหรือไม่ หากมีส่วนจริงบ้างก็คงจะเข้าใจได้ว่า นายกฯ คงจะหงุดหงิดมากที่ตัวผู้นำเองต้อง “รับเละ” อยู่คนเดียว กรณีที่เป็นข่าวทางลบในด้านต่างๆ ที่เจ้ากระทรวงทั้งหลาย ควรจะต้องออกมาชี้แจงและตอบคำถามของสาธารณชนเอง
ผมไม่แน่ใจว่า “ประชาสัมพันธ์เชิงรุก” ที่ว่านี้ มีความหมายอย่างไร ฟังดูเหมือนว่าต่อไปนี้รัฐบาลจะเสนอข้อมูล และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการเหล่านี้มากขึ้น เร็วขึ้น และลึกมากขึ้น โดยไม่ต้องรอให้มีใครต้องถาม
หรือหากมีคำวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในเรื่องใด แนวทาง “เชิงรุก” ก็จะหมายถึงการชี้แจง ตอบโต้ อธิบายความอย่างฉับพลัน และตรงไปตรงมา
ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรจะทำมาตั้งแต่ต้น และควรจะทำต่อเนื่อง เพราะว่ารัฐบาลชุดนี้ได้รับเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากเข้ามา ก็เพราะว่ามีคำมั่นสัญญาหลายอย่างที่จะต้องทำ และหนีไม่พ้นว่าสังคมจะต้องตรวจสอบว่าเมื่อนักการเมืองได้รับอาณัติทางการเมืองมาแล้ว จะทำตามที่หาเสียงเอาไว้ได้หรือไม่
และหากว่าทำไม่ได้ตามที่รับปากเอาไว้ในช่วงหาเสียง จะต้องอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น จะเดินหน้าหรือถอยหลัง หรือจะแก้ไขอย่างไร ก็ต้องชี้แจง และถามความเห็นของประชาชนอย่างสม่ำเสมอ และตอบสนองเสียงของประชาชนอย่างเปิดเผยและโปร่งใส
หัวใจของการประชาสัมพันธ์ที่ถูกต้องได้ผล ก็คือ “ข้อเท็จจริง” ที่จะต้องบอกกล่าวกับประชาชนอย่างไม่อ้อมค้อม ไม่ปิดบัง และ ไม่อำพราง
หากว่า “เชิงรุก” ของการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลหมายความเพียงการตอบโต้อย่างดุเด็ดเผ็ดมัน หรือชี้นิ้วว่ากล่าวคนที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าต้องการ “ล้มรัฐบาล” อย่างที่เรามักจะได้ยินได้ฟังในขณะนี้ ก็คงจะไม่เกิดประโยชน์อันใด
เพราะว่านั่นเป็นวิธีการ “รุก” ที่ตั้งหน้าตั้งตาจะ “รบรา” กับผู้ที่ต้องการหาข้อมูล และความกระจ่างจากนโยบายรัฐบาล มิได้เป็นการ “สร้างความเข้าใจอันถูกต้อง” ตามหลักพื้นฐานของการประชาสัมพันธ์ที่ได้มาตรฐานสากล
และไม่ว่าจะ “รุก” เพียงใด หากคนระดับรัฐมนตรีไม่สามารถจะให้ข้อมูลที่สาธารณชนต้องการรู้ หรืออ้างว่าเป็น “ความลับราชการ” เช่น กรณีจำนำข้าวที่กำลังเป็นประเด็นฉาวโฉ่อยู่ทุกวันนี้ ก็สรุปได้อย่างไม่ยากเย็นนักว่าแนวทาง “ประชาสัมพันธ์เชิงรุก” ที่รัฐบาลมุ่งหวังจะ “เจ๊ง” เหมือนตัวโครงการเองอย่างไม่ต้องสงสัย
การทำประชาสัมพันธ์ที่ได้ผลของรัฐบาลต้องไม่มองเพียงแค่ “ใส่ข้อมูล” อะไรลงไปให้สาธารณชน หากแต่ต้องเคารพในสติปัญญาของผู้รับรู้ข่าวสารที่มิใช่จะต้องเชื่อในข้อมูลที่ทางการป้อนให้เท่านั้น ยังจะต้องคอยสดับตรับฟังว่าผู้คนรับรู้สิ่งที่รัฐบาลแจ้งแล้ว เขาเชื่อหรือไม่เชื่อ มีความสงสัยเพิ่มขึ้นหรือเกิดความเข้าใจชัดเจนขึ้นหรือไม่
กรณีถามตอบประเด็นการขาดทุนของโครงการจำนำข้าว ระหว่างรัฐมนตรีพาณิชย์ กับ นักข่าวสายพาณิชย์ ตอกย้ำให้คนในรัฐบาลได้รู้ว่าคนข่าววันนี้มีความรู้ความคิดมากพอที่จะซักถามตรงประเด็น เพราะว่าสำนึกในการทำหน้าที่เป็นปากเสียงของผู้เสียภาษีเพียงพอ โดยที่คนระดับรัฐมนตรีจะหลบเลี่ยง อำพราง ยอกย้อน และ อ้างว่า “บอกไม่ได้เพราะเป็นความลับทางราชการ” ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
เพราะว่า “ประชาสัมพันธ์เชิงรุก” ต้องพร้อมจะตั้งรับการ “รุก” ด้วยคำถามตรงไปตรงมาของนักข่าวมืออาชีพ...อย่างจริงจัง อีกด้วย






